การเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน์ของชาวนา

 

บทนำ

 

ประเทศไทย    ข้าว      และชาวนา      ทั้งสามส่วนนี้แสดงออกถึงความสัมพันธ์ คู่กันมายาว นานตั้งแต่อดีตจนกลายเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงชีวมณฑลของสังคมนี้อย่างชัดเจนจากความเหมาะสมของทำเลที่ตั้งเมืองบริเวณที่ราบลุ่มปากแม่น้ำ การบริโภคข้าวเป็นอาหารหลักของประชากร และความชำนาญในการเพาะปลูก ผลักดันให้ไทยเป็นประเทศที่มีอาหารบริบูรณ์ และสามารถผลิตอาหารเลี้ยงชาวโลกมานานจนถึงทุกวันนี้              ปัจจุบันไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 63 ล้านไร่ เพียงพอที่จะเป็นหลักประกันว่า คนไทยหนึ่งคนมีข้าวอยู่ 1 ไร่ หรือ 330 กิโลกรัม ซึ่งเพียงพอสำหรับการบริโภคตลอดปีและยังเหลือไว้ขายให้กับชาติอื่นอีกคนละ 130 กิโลกรัม  เมื่อประมาณการความเป็นเจ้าของ  ชาวนาไทยแต่ละครอบครัวจะมีข้าวอยู่ไม่น้อยกว่า 4,000 กิโลกรัม หากมองในแง่ความมั่นคงทางอาหาร(Food Security) แล้วถือว่ามีความมั่นคงสูง แต่เมื่อคำนวณเป็นรายได้กลับเป็นกลุ่มที่ยากจนมากที่สุด คือมีรายได้เฉลี่ยจากข้าวยังต่ำเพียง 13,527 บาท/ปี  ในด้านความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ  ไทยส่งข้าวออกไปค้าขายกับต่างประเทศครั้งแรก    เป็นรายได้ 150,000 บาท นับจากนั้นเป็นต้นมามูลค่าการส่งออกเพิ่มเป็นลำดับจนถึงปี2540 มีมูลค่าการส่งออก 65,088  ล้านบาท   ด้วยเหตุนี้ทำให้ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยต่างให้ความสำคัญในด้านนโยบายโดยเฉพาะเป้าหมายในการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ของประเทศ ที่มีรายได้จากการส่งออกข้าวเป็นร้อยละ13.4 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด(ตารางที่1)  

ตารางที่1  การปลูกและมูลค่าข้าว พศ.2537-2540

ปี

เนื้อที่ปลูก

(ล้านไร่)

ผลผลิต

(ล้านตัน)

มูลค่า

(ล้านบาท)

มูลค่าการส่งออก(ล้านบาท)

2537

2538

2539

2540

59.25

60.68

63.35

63.73

18.45

21.11

22.02

22.33

68,752.0

81,425.1

104,884.2

123,317.3

39,187.3

48,626.8

50,734.8

65,088.1

ที่มา: สำนักเศรษฐกิจการเกษตร ,2541

1. วิวัฒนาการการผลิตข้าวของชาวนา

            สังคมชนบทของไทย  เป็นสังคมเกษตรเต็มรูปแบบ เนื่องจากชนบทเป็นภาคการผลิตการเกษตรและข้าวเป็นพืชที่เกษตรกรทำการเพาะปลูกมานาน  นับตั้งแต่ยุคสมัยของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมนุษย์จากการหาของป่ามาเป็นการปลูกพืช  ประวัติศาสตร์การผลิตข้าวของไทยบันทึกจุดกำเนิดที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 20 ซึ่งมีการขายข้าวกับต่างประเทศตั้งแต่ปี พ.ศ. 2167 การขยายพื้นที่ ที่ถือเป็นจุดกำเนิดของความสำคัญเริ่มในพุทธศตวรรคที่23(อภิชัย พันธเสน ,2531)

แฮงส์ลูเซี่ยน (2527) กล่าวถึงการปลูกข้าวของชาวนาไทยที่มีพัฒนาการเริ่มจากการปลูกแบบไร่เลื่อนลอย  หว่าน  และดำ  ตามลำดับคือ

          1.1 ช่วงการปลูกข้าวแบบไร่เลื่อนลอย (ปี พ.ศ. 2393 – 2433)  การทำนา เริ่มด้วยการเซ่นไหว้เจ้าที่เพื่อขออนุญาตใช้พื้นที่และขอให้คุ้มครองดูแลพืชที่จะปลูกให้ออกดอกออกผลดี  การปลูกแบบนี้เกษตรกรจะใช้ไม้ทิ่มดินให้เป็นรูแล้วหยอดเมล็ดรอฝนตก ข้าวก็จะงอก  งานที่ต้องทำคือการกำจัดวัชพืช ในยุคเริ่มต้นของการปลูกข้าว  สังคมชาวนายังมีลักษณะเป็นสังคมดั้งเดิม  มีการรวมกันอยู่เป็นครอบครัวใหญ่  วิธีการใช้ชีวิตพึ่งพากลมกลืนกับธรรมชาติ  วิธีการปลูกข้าวอาศัยหลักตามความเชื่อ และการเคารพธรรมชาติ  การเลี้ยงดูข้าว จะดูแลพิเศษช่วงตั้งท้องจะให้ผู้หญิงซึ่งถือว่าเป็นเพศที่อ่อนโยน  นำของเซ่นไปให้ข้าวในนา เนื่องจากเห็นว่ามีความสำคัญเหมือนคน จะต้องดูแลและให้ความเข้าใจจึงจะให้ผลผลิตออกมาดี  เมื่อข้าวสุกก็จะทำการขอขมา และขอบคุณแม่โพสพ  ซึ่งถือว่าเป็นแม่ของข้าว  ชาวนาที่อยู่ๆก็เก็บเกี่ยวข้าวทำให้แม่โพสพตกใจหนีไป  ต้องทำพิธีเรียกขวัญโดยเก็บเมล็ดข้าวหล่นใส่ตะกร้าและนำฟางมาทำเป็นตุ๊กตา  พร้อมกับท่องคำสวด “โอ้  แม่โพสพ  โปรดขึ้นมายังฉางข้าว  อย่าได้หลงเที่ยวป่า และทุ่งนา หนูมันจะกัด   นกมันจะจิก  โปรดไปยังที่สงบสุขเพื่อเลี้ยงดูลูกหลานของแม่ให้เจริญรุ่งเรืองเถิด”

1.2 ช่วงการทำนาหว่าน (ปี พ.ศ.2433 – 2478)  การขยายการทำนาเกิดขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของประชากรจึงต้องผลิตข้าวให้เพียงพอกับการบริโภค ประกอบกับช่วงปี พ.ศ. 2461 –2473  ไทยมีการค้าขายข้าวกับต่างประเทศมากขึ้นทำให้ กลุ่มผู้มีที่นาโดยเฉพาะที่นาขนาดใหญ่  พยายามที่จะขยายพื้นที่ปลูกเพื่อที่จะขายข้าวให้ได้มาก การทำนาเริ่มมีการทำคันนาให้เป็นช่องๆใช้สัตว์ในการไถดิน  และนวดข้าว     การปรับตัวของสังคมมีความสัมพันธ์กันมากขึ้นกว่าเดิม  เพราะต่างต้องการพึ่งพาอาศัยแรงงานในการทำกิจกรรมการปลูกข้าว  เริ่มมีการบอกช่วยแรงงานเก็บเกี่ยวพร้อมกับการจัดกิจกรรมสังสรรเลี้ยงฉลองหลังการเก็บเกี่ยวข้าว  ระบบสังคมยังยึดถือวิถีของความเชื่อ พิธีกรรม  พร้อมกับมีการขยายตัวของวัด ซึ่งเป็นสถาบันที่แสดงออกถึงความสงบสุขของชุมชน  ในอีกด้านหนึ่ง  ความสัมพันธ์ของสถาบันการปกครองได้แผ่ขยายลงสู่ท้องถิ่นมากขึ้น  เกิดผู้มีอำนาจ อิทธิพล  และการครอบครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน

1.3 ช่วงการทำนาดำ (ปีพ.ศ.2478 – 2513)    ผลของการค้าขายที่รุ่งโรจน์ช่วงกลางของการพัฒนาการทำนาหว่าน ผลักดันให้เกิดการขยายพื้นที่และวิธีการปลูกเพื่อให้ได้ผลผลิตจำนวนมากขึ้นพร้อมกับการเติบโตของส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องเช่น โรงสี ท่าเรือ ที่อยู่อาศัย คนมีฐานะดีขึ้น มีการทำบุญมากขึ้น    การปรับปรุงการผลิตมีการใช้พันธุ์ข้าวที่อายุต่างอายุกันเพื่อให้สามารถปลูกข้าวได้ทันในพื้นที่ปลูกทั้งหมดในขณะที่มีแรงงานจำกัด   การเติบโตของสังคมได้มีการพัฒนาสาธารณูปโภคมากขึ้น  การค้าในชุมชนเกิดขึ้นเพื่อสนองความต้องการบริโภคของคนที่มีเงินมากขึ้น เกิดการตื่นตัวด้านการศึกษาเพื่อหาวิธีการเพิ่มผลผลิต มีสถานีทดลองกสิกรรมค้นคว้าให้ความรู้ด้านการพัฒนาการปลูกข้าว     จุดเปลี่ยนแปลงของสังคมได้รับผลกระทบชัดเจนเพราะผู้คนต่างมุ่งไปทำมาหากินของตัวเองครอบครัวใหญ่มีการแยกตัว เพื่อสร้างเครื่องมือของตัวเอง  ความเครียดด้านแรงงานมีสูง  เพราะต่างคนต่างแสวงหาโอกาสที่จะได้รับความสุขจากความเจริญของบ้านเมือง แรงงานทำนาถูกแย่งด้วยการออกไปรับจ้างหรือค้าขายที่มีรายได้เพิ่มขึ้น กิจกรรมการผลิตที่ทำเพื่อบริโภคอย่างเดียว ถูก ลดลงไปทำการค้าขาย  เล็กๆน้อยๆ  เพื่อหารายได้    วิถีชีวิตชาวนาและการทำนาในยุคเริ่มต้นเป็นยุคของความสมบูรณ์ทั้งในด้านการผลิต ความเป็นอยู่และสภาพแวดล้อม “แม้เศรษฐกิจปี พ.ศ. 2473 ราคาข้าวตกต่ำ แต่ชาวนาไม่อดอยาก เนื่องจากในน้ำมีปลาในนามีข้าว” 

2. การพัฒนาวิธีการผลิตข้าวของชาวนา

            วิวัฒนาการทำนานับตั้งแต่เริ่มต้นของการคิดค้นวิธีการปลูกข้าวจนกระทั่งถึงยุคที่ชาวนามีความตื่นตัว  ปรับปรุง และเปลี่ยนแปลงวิธีการผลิตตามยุคสมัยของการพัฒนา  ปัจจัยที่กระทบและส่งผลชัดเจนทำให้เกิดแรงกระตุ้นการขยายการผลิตทั้งด้านพื้นที่และเทคนิคคือ รายได้ที่เกษตรกรได้รับจากการขายข้าว ซึ่งมีส่วนอย่างมากในการทำให้กำลังซื้อหาสิ่งอำนวยความสะดวก หรือการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

            เทคโนโลยี คือ ความรู้จะทำสิ่งต่าง ๆ มีองค์ประกอบ 2 ประการ คือ  กระบวนการทำงานเพื่อให้ได้ผลผลิตและเครื่องมือสำหรับการผลิต (บุญทัน  ดอกไธสง,2530 )  ในการปรับปรุงการทำนาองค์ประกอบทั้ง 2 ประการถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่ในประเทศไทย       สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิธีการปฏิบัติของชาวนามาทุกยุคสมัย ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่การเพิ่มปริมาณ และประสิทธิภาพการผลิต ตามภาวะการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม

ยิ่งศักดิ์   อิสระเสนา (2525)1  กล่าวว่า การทำนาให้ได้ผลดีในอดีตคือ ดินดี  ฝนฟ้าบริบูรณ์  พันธุ์ข้าวดี  การทำดี  น้ำดี  ไม่มีโรคร้ายหรือแมลงรบกวน  หากพบโรคกล้ายอดเหี่ยวใช้วิธีถ่ายน้ำแล้วใส่ปุ๋ยบำรุง พบแมลงป้องกันด้วยการตรวจข้าวพบก็บี้เสีย  หรือใช้วิธีนาบให้ข้าวจมน้ำ  ใช้เปลือกส้มโอ  ขยำน้ำมันกาด หัวหอมกับตะใคร้  การบำรุงข้าวให้ได้รับ N- P- K โดยใช้ปุ๋ยธรรมชาติ  N ในขี้ควาย ใบไม้สด  ขี้เป็ด ขี้ไก่  P ในกระดูกควาย  K  ใช้ขี้เถ้าผงถ่าน  วิธีนี้นาหว่านได้ผลผลิตถึง  40 – 45  ถัง  นาดำได้ 45 – 50 ถัง

การเปลี่ยนแปลงวิธีการผลิตจากการดูแลอย่างง่ายเป็นการปลูกแบบพิถีพิถันมากขึ้นเพื่อให้เกิดการเพิ่มผลผลิต  จากการไถแบบตื้น เป็นไถลึก การเตรียมดินแบบหยาบพอปลูกได้เป็นแบบละเอียด จากการหยอดเป็นหว่านแห้ง ปักดำ และหว่านน้ำตม จากการทำนาครั้งเดียวแล้วปลูกถั่วเป็นปลูกข้าวติดต่อกันตลอดปี เหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนที่ชาวนาไทยได้นำมาใช้ในการพัฒนาการปลูกข้าว ซึ่งจะกล่าวเพิ่มเติมในรายละเอียดดังต่อไปนี้

2.1 การใช้รถไถ   การชักจูงให้เกษตรกรไทยหันมาใช้เครื่องจักรกลในนาครั้งหนึ่งในสมัยดร.ปรีดี  พนมพงค์ (2489) ได้เสนอข้อมูลเปรียบเทียบให้เกษตรกรได้เห็นข้อดีของการใช้เครื่องจักรกับแรงคนว่า  คนไถนาได้วันละ 0.5 ไร่  เครื่องจักรวันละ 40 ไร่  การปลูกข้าวให้พอกับพลเมือง 11 ล้านคน  ต้องทำนา 15 ล้านไร่  ต้องใช้แรงคนไถ  คราด  หว่าน  และเก็บ  75 ล้านแรง  แต่ใช้เครื่องจักรจะใช้เพียง 2.15 ล้านแรง เท่านั้น          ดูเหมือนการชักนำจะเป็นผลสำเร็จอย่างดี  จากข้อมูลการใช้รถไถ จนกระทั่งถึงปัจจุบันพบว่ามีปริมาณเพิ่มขึ้น จนแทบกล่าวได้ว่าเกษตรกรทุกๆ 3  ครัวเรือน  มีรถไถนาใช้ (ตารางที่2)

ตารางที่2 การใช้รถไถในประเทศไทย

ปี

ไถเดินตาม

ไถ4ล้อ

2536

2537

2538

2539

1,135,742

1,311,426

1,515,693

1,753,368

98,096

120,751

148,841

183,704

ที่มา: สำนักเศรษฐกิจการเกษตร,2541

2.2 พันธุ์ข้าว         นับตั้งแต่มีการค้าข้าวเกิดขึ้นการปลูกข้าวของชาวนา เริ่มคิดถึงการผลิตที่ตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อมากขึ้น โดยเฉพาะการที่ข้าวแต่ละพันธุ์ให้คุณสมบัติด้านการบริโภคแตกต่างกัน ข้าวที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค จะได้รับการขยายพันธุ์ปลูกและทดแทนข้าวพันธุ์อื่นๆที่หมดความสำคัญไป พันธุ์ข้าวพื้นเมืองในประเทศไทยมีความหลากหลายของสายพันธุ์จำนวนมาก ซึ่งแต่ละสายพันธุ์จะเหมาะสมในการปลูกแต่ละสภาพพื้นที่แตกต่างกัน เช่นข้าวขึ้นน้ำในผลผลิตดีในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมสูง  ข้าวพื้นเมืองนาปีปรับตัวได้ดีในสภาพการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศเป็นต้น   ปัจจุบันความหลากหลายของสายพันธุ์ข้าวมีน้อยลงสาเหตุสำคัญคือการถูกแทนที่ด้วยพันธุ์ที่ผลิตเพื่อการค้าที่ทางราชการวิจัยและส่งเสริมให้ปลูกอย่างแพร่หลายโดยแต่ละพันธุ์มีข้อดีเด่นที่จูงใจเหนือพันธุ์ดั้งเดิมคือความสามารถในการให้ผลผลิตสูงและอายุสั้น

 2.3 การใช้ปุ๋ย          จากความต้องการเพิ่มผลผลิต ประกอบกับชาวนายุคต่อมามีกิจกรรมอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากการทำนามากกว่าชาวนายุคก่อนที่มีนิสัยมักน้อย   ทำมาหากินไปวัน ๆ ไม่ค่อยสนใจเหตุการณ์ภายนอก (ยิ่งศักดิ์   อิสระเสนา,2522) ความเร่งรีบทำให้ชาวนาหันมาใช้ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยสำเร็จรูปที่ใช้ง่ายสะดวก รวดเร็วไม่เสียเวลา  และสามารถเห็นผลการตอบสนองของข้าวได้อย่างทันอกทันใจ ทำให้ปริมาณการใช้ปุ๋ยเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า จากปี พ.ศ. 2530 ถึงปี พ.ศ. 2538 (ตารางที่3)

ตารางที่ 3 การใช้ปุ๋ยในนาข้าว

ปี

ปริมาณปุ๋ย

(ตัน)

เนื้อที่ปลูก

(ล้านไร่)

อัตราการใช้ปุ๋ย

(กก./ไร่)

2530

2531

2532

2533

2534

2535

2536

2537

2538

640,000

852,000

1,110,800

1,000,000

851,200

988,000

1,361,437

1,395,852

1,501,896

61.57

58.89

64.68

64.44

61.91

59.67

60.45

59.25

60.68

10.4

14.5

17.2

15.5

13.8

16.6

22.5

23.6

24.8

ที่มา: สำนักเศรษฐกิจการเกษตร ,2541

2.4 การใช้สารกำจัดศัตรูพืช       โดยปกติ สัตว์ศัตรูพืชหรือโรคพืชได้รับการควบคุม

กันเองตามธรรมชาติ และหากเกิดการระบาดทำลาย ชาวนาจะใช้วิธีง่ายๆในการป้องกันกำจัด ต่อเมื่อมีการขยายการผลิตมากขึ้น ความคิดการใช้สารเคมีได้รับการแนะนำและถ่ายทอดสู่เกษตรกรเพื่อนำไปใช้ในการควบคุมศัตรูพืชเพิ่มมากขึ้นในเกือบทุกขั้นตอนของการผลิต ตั้งแต่การใช้ยาปราบวัชพืชก่อนไถ ยาคุมวัชพืชหลังไถ ยาคลุกเมล็ดฆ่าแมลง ยากำจัดหนอน ปู หนู ยาป้องกันโรคระยะกล้าจนถึงเก็บเกี่ยว ยารมเมล็ดขณะเก็บรักษา ในแต่ละปีไทยต้องเสียเงินตราในการนำเข้าสารเคมีมากกว่า 4,000 ล้านบาท (ตารางที่4)

ตารางที่4   ปริมาณและมูลค่าสารกำจัดศัตรูพืชนำเข้าปี พ.ศ. 2538

ประเภท

ปริมาณ(กก.)

มูลค่า(ล้านบาท)

สารกำจัดแมลง

สารกำจัดหนู

สารกำจัดโรคพืช

สารกำจัดวัชพืช

สารกำจัดหอย

10,559,540

       86,440

6,937,092

19,954,485

       36,326

1,644.16

       5.28

   603.45

2,043.77

       3.65

ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร,2541

2.5 การเก็บเกี่ยวและนวด            พัฒนาการของการเกี่ยวข้าวจากการใช้เครื่องมืออย่างง่ายเช่น แกระ เคียว ซึ่งสะท้อนให้เห็น วัฒนธรรมและความสัมพันธ์ของคนชนบทได้ชัดเจน จากการออกแรงช่วยเหลือการเก็บเกี่ยวจนถึงการละเล่นที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบันเฉพาะเพียงการแสดงเพื่อความบันเทิงเท่านั้น     การขยายตัวของเครื่องจักรกล จากเครื่องนวดสู่เครื่องเกี่ยวนวดและบรรจุ เป็นไปอย่างรวดเร็ว จาก 29,735 เครื่องในปี พ.ศ. 2528 เป็น 76,386 ในปี พ.ศ. 2539 (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร,2541) เหตุผลสำคัญเห็นจะได้แก่การเลือกเอาความสะดวกสบาย การไม่อยากทำงานหนัก ลักษณะการร่วงหล่นง่ายของข้าวพันธุ์ใหม่ และ ความไม่แน่นอนของสภาพดินฟ้าอากาศ

2.6 วิถีชีวิตและสังคมชาวนา     ในภาวะการเปลี่ยนแปลงตามเศรษฐกิจของประเทศ ชาวนาไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการผลิตข้าวเพียงอย่างเดียว การเลี้ยงสัตว์ การปลูกพืชก่อนข้าว หัตกรรม การแปรรูป และประมง ล้วนเป็นทางเลือกที่ส่งผลกระทบหรือเกิดการแย่งชิงทรัพยากรกับการทำนาทั้งสิ้น แม้กระทั่งการเกิดการอพยบแรงงานหรือการเปลี่ยนพื้นที่นาเพื่อปลูกพืชอื่นล้วนเป็นผลกระทบของการปรับตัวของเกษตรกรเพื่อการอยู่รอดในสภาพที่เกิดปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่เกิดขึ้น จนเป็นปัญหาสำคัญของประเทศที่จะต้องกำหนดนโยบายต่างๆออกมาเพื่อแก้ปัญหาทั้งด้านราคาข้าวและเศรษฐกิจของชาวนาตลอดมาตั้งแต่อดีตถึงทุกวันนี้  และการแก้ปัญหาไม่เฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศเท่านั้น ไทยจะต้องแข่งขันการผลิตข้าวให้ได้ในตลาดโลก ซึ่งปัจจุบันกำลังถูกแย่งตลาดโดยเฉพาะจากประเทศเวียดนามที่มีปัจจัยหลายอย่างที่ได้เปรียบไทย เพราะชาวนาสามารถทุ่มเทเวลา แรงงานให้กับการปลูกข้าวได้เต็มที่ ขณะที่ชาวนาไทยต้องออกไปทำอาชีพอื่นๆหลายอย่าง (Bangkok Post ,2543)

3. การเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน์ของชาวนา

ระบบนิเวศน์ ( Ecosystem)หมายถึงสรรพสิ่งทั้งหลายที่อยู่รวมกันบนโลกนี้ ลักษณะทั่วไปของระบบนิเวศน์ประกอบด้วย ความหลากหลายของชนิดพืช สัตว์(Diversity of species) ความซับซ้อนของระบบ(Complexity of ecosystem) ความมีปฏิสัมพันธ์ในระบบ(Interaction in ecosystem) และการคัดเลือกธรรมชาติ(Natural selection) (กรมวิชาการเกษตร,2540)

ระบบสังคมมนุษย์ (Human social system)หมายถึง ระบบความสัมพันธ์ที่เกิดจากการกระทำระหว่างกันของคนตั้งแต่สองคนขึ้นไปด้วยจุดมุ่งหมายที่เป็นประโยชน์หรือความสนใจร่วมกันเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งของชีวิตที่ต้องติดต่อกัน(พัทยา สายหู ,2540)

            แนวคิดว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างระบบ 2 ระบบนี้ ที่สำคัญได้แก่แนวความคิดมนุษย์นิเวศวิทยา(Human Ecology) ที่อธิบายระบบทั้งสองระบบนี้ว่าเป็นระบบย่อยกึ่งอิสระ (Semi autonomous) ที่มีการกระทำต่อกันขององค์ประกอบต่างๆภายในระบบเอง ในขณะเดียวกันระบบทั้งสองนี้จะมีความเกี่ยวข้องและส่งผลกระทบต่อกันเมื่อระบบหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลง อีกระบบจะได้รับผลกระทบไปด้วย    เช่น กิจกรรมของมนุษย์เป็นตัวเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม และสังคมมนุษย์จะเปลี่ยนไปอันเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมถูกเปลี่ยนแปลง ความสัมพันธ์นี้จะมีการปรับเปลี่ยนและวิวัฒนาการไปร่วมกันไม่จบสิ้น(สมยศ ทุ่งหว้า,2541)

            ส่วนอีกแนวคิดหนึ่งคือระบบนิเวศชุมชน(Community Ecosystem) ที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่เป็นชุมชนกับทรัพยากร โดยมนุษย์ใช้กระบวนการทางสังคมและวัฒนธรรม สร้างเป็นวิถีชีวิต และถ่ายทอดออกมาสู่รุ่นหลังต่อไปอย่างเป็นระบบ มนุษย์มีระบบ(เช่น เกษตร)ในการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในการผลิต  ขณะเดียวกันระบบการผลิตนี้ได้หล่อหลอมเป็นวิถีชีวิตให้แก่ชุมชนด้วย จนกลายเป็นแบบแผนการปฏิบัติและวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดสู่คนรุ่นหลังต่อไปโดยทางการศึกษาเรียนรู้(อานันท์ กาญจนพันธ์ ,2543)

            การเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน์ของชาวนาจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งวิถีชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเริ่มจากส่วนใดก็จะส่งผลกระทบถึงกันและกัน โดยมีสาเหตุการเปลี่ยนแปลงดังนี้

3.1 นโยบายการพัฒนาประเทศ          ท่ามกลาง การเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาที่ไม่หยุดยั้งของกระแสโลก ประเทศไทยได้ปรับตัวเข้าสู่ระบบเสรีของการแข่งขันด้านต่างๆเพื่อให้ทันกับการก้าวไปของประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งมีความเจริญทางอุตสาหกรรมแตกต่างกับไทยที่มีการเกษตรเป็นฐานการเติบโตของประเทศ

ศิริจิต ทุ่งหว้า (2536)กล่าวว่าช่วงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือการรับแนวความคิดของประเทศพัฒนาแล้วอย่าง อเมริกาที่ได้พยายามเผยแพร่วิธีการพัฒนาประเทศเพื่อชักจูงให้เหล่าประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายได้ปฏิบัติตาม เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจให้ก้าวหน้าตามแนวทาง ดังนี้ คือ

1.      เร่งเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น เพื่อเปลี่ยนฐานการผลิตจากเกษตรกรรมสู่อุตสาหกรรม

2.      ใช้ตัวชี้วัดความสำเร็จของการพัฒนาคือรายได้/หัวหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ

3.      ใช้ทรัพยากรจากชนบทมาสร้างความเจริญให้แก่เมือง

4.      ใช้กลไกการตลาด กำหนดนโยบาย และส่งเสริมการค้าเสรีในประเทศ

5.      รัฐต้องกำหนดค่าแรงและราคาพืชผลให้ต่ำ เพื่อให้อาหารในเมืองมีราคาต่ำ นักลงทุนจะได้เห็นกำไรชัดเจน

6.      ใช้นโยบายสั่งงานจากเบื้องบน(Top down) เพื่อให้คนทำตาม

7.      รัฐจะต้องสร้างกำลังทหาร ตำรวจให้เข้มแข็งเพื่อปราบปรามประชาชนมิให้เรียกร้องหรือต่อต้าน

โดยหลักการแล้วแนวคิดดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่น่าสนเท่ห์สำหรับนักวิชาการขณะนั้น

เพราะเหล่าทฤษฎีว่าด้วยการเจริญเติบโต(Growth theories)ต่างสนับสนุนว่าประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลายล้วนเติบโตมาจากการเปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรม และเป็นบทเรียนให้ประเทศด้อยพัฒนานำไปปรับใช้เพื่อสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ อันจะนำไปสู่ความเป็นประเทศพัฒนาได้ในที่สุด(อาแว มะแส,2543)

ยศ สันติสมบัติ (2539) กล่าวว่า นโยบายรัฐที่มองชนบทเป็นแหล่งทรัพยากร วัตถุดิบ

แรงงานราคาถูก  เพื่อให้นำมาทำให้เกิดรายได้เข้าประเทศ สนับสนุนภาคอุตสาหกรรม และสร้างปัจจัยพื้นฐานในการพัฒนาประเทศ เป็นสาเหตุให้เกิดการล่มสลายของชุมชนเกษตร

สิ่งที่ปรากฏชัดเจนในแนวทางดังกล่าวคือการรุกรานชนบทและภาคเกษตรกรรมให้ล่มสลาย

ยิ่งไปกว่านั้น ไทยยังยอมให้ธนาคารโลกที่เข้ามาเป็นที่ปรึกษาใหญ่ในการแนะนำให้ไทยกำหนดนโยบายตามผลการศึกษาโดยมีเงื่อนไขความช่วยเหลือที่เสนอให้ไทยเป็นสิ่งจูงใจ        และต่อมาได้เกิดเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1(2504-2509) ซึ่งเกิดขึ้นโดยถอดแบบแนว

คิดของอเมริกาอย่างเต็มตัว คือเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วโดยเพิ่มผลผลิตจากการขายสินค้าหลักคือข้าวและไม้สัก จากนั้นแผนพัฒนาฯฉบับที่2(2510-2514)และฉบับบที่3(2515-2519) ตามมาด้วยนโยบายการเพิ่มการลงทุนเพื่อขยายชลประทาน และองค์ประกอบต่างๆที่สนับสนุนให้เกิดการผลิตและการค้าสินค้าเกษตรอย่างเต็มที่ จนถึงแผนพัฒนาฉบับที่4(2520-2524)ที่สินค้าเกษตรเริ่มมีปัญหาราคาตกต่ำจนต้องใช้นโยบายการปรับโครงสร้างการผลิต และเริ่มให้ความสนใจด้านทรัพยากรที่ถูกใช้ไปมากจนเสื่อมโทรมในแผนพัฒนาฉบับที่ 5(2525-2529)และฉบับที่6(2530-2534) หลังจากนั้นการให้ความสำคัญด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ถือเป็นนโยบายที่รัฐให้ความสำคัญติอต่อกันมาถึงปัจจุบัน

3.2 การปฏิวัติเขียว(Green revolution)       การปฏิวัติเขียวเป็นความพยายามในการเพิ่มผลผลิตต่อเนื้อที่ทำการเกษตร โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีใหม่ที่เป็นชุด(package technology) เช่น พันธุ์ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกล และการชลประทาน   การปฏิวัติเขียวถูกนักพัฒนามองว่าเป็นตัวการสำคัญที่ทำร้ายวิถีการเกษตรแบบดังเดิมของไทยให้สูญหายไปพร้อมกับความสงบสุขของชีวิตและสังคมชนบท   ผลกระทบจากการปฏิวัติเขียวที่เกิดขึ้นในทางบวกคือ ทำให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพทางการผลิต เพิ่มปริมาณผลผลิตทางการค้า เกิดการจ้างงาน และมีการพัฒนาวิชาการอย่างรวดเร็ว ในทางลบทำให้เกิดการพึ่งพาระบบตลาดเป็นหลัก การผลิตมีความกดดันสูง และเกิดมลพิษต่อสภาพแวดล้อมสูง(อาแว มะแส,2543)

3.3 การเปลี่ยนวิถีชีวิต        การปรับตัวให้ได้มีการผลิตมากขึ้นเพื่อนำไปสู่การหาได้มาซึ่งสิ่งอำนวยความสะดวกสบายและความทันสมัย(แฮงส์ ลูเซี่ยน เอ็ม,2527) เป็นการตัดสินใจยอมรับเทคโนโลยีของเกษตรกรเองโดยสมัครใจในการที่จะเลือกการกระทำอย่างเสรี

(voluntaristic) (สัญญา สัญญาวิวัฒน์,2538 ) โดยสถานการณ์ที่วัตถุนิยมทางตะวันตกกำลังมีอิทธิพลแพร่เข้ามาในไทย ประกอบกับค่านิยมของสังคมตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้น จึงไม่แปลกที่ชาวนาจะเลือกวิธีการใช้ปุ๋ยเคมี พันธุ์พืชใหม่ และความก้าวหน้าทางเทคนิคที่จะนำมาปรับปรุงการผลิตให้มีรายได้มากขึ้น

สอดคล้องกับแนวคิดวิธีการนำเข้าสู่ปัญหาทางทฤษฏี(Theoretical approaches) ตามแบบรูปจำลองนิยัตินิยมทางแนวทางสังคมและส่วนบุคคล(Socio-personal determinism model) ซึ่งกล่าวว่าปัจจัยอิทธิพล จุดมุ่งหมาย ค่านิยม แรงกระตุ้น แรงจูงใจ และ ทัศนคติต่อการเสี่ยง จะมีผลต่อการตัดสินใจของเกษตรกร นอกจากนั้น ตามแนวคิดแบบจำลองนิยัตินิยมทางด้านสิ่งแวดล้อม (geographical determinism model)  เห็นว่า สิ่งแวดล้อมจะมีอิทธิพลควบคุมการตัดสินใจทางการเกษตร ควบคุมกิจกรรม เป็นข้อจำกัดและกำหนดขอบเขตการดำรงชีวิตของมนุษย์ (วันเพ็ญ สุรฤกษ์ ,2538)

3.4 การเลือกใช้เทคโนโลยี         ปัจจัยการตัดสินใจยอมรับหรือไม่ยอมรับเทคโนโลยีของเกษตรกรขึ้นกับเงื่อนไขหลายประการ สมยศ ทุ่งหว้า(2538) กล่าวว่าการปฏิเสธคำแนะนำการใช้เทคโนโลยีใหม่ของเกษตรกร เนื่องจากเทคโนโลยีที่แนะนำไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ในการทำนา เช่นกรณีการไม่ยอมรับข้าวขาวดอกมะลิ105ของเกษตรกร อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา และการไม่เปลี่ยนวิธีการผลิตจากแบบเดิมของเกษตรกร อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา เนื่องจากต้องการปลูกข้าวเพื่อบริโภคไม่ใช้เพื่อขาย  แต่ในกลุ่มที่ต้องการกำไรจากการปลูกข้าวเกษตรกรจะพยายามนำเทคนิคใหม่เช่นพันธุ์และวิธีการปลูกแบบทันสมัยมาใช้ ปัญหาสำคัญคือการควบคุมน้ำไม่ได้ และความไม่พร้อมของแรงงานที่มีน้อยซึ่งแรงงานมีผลโดยตรงต่อการความประณีตในการปลูกและดูแลรักษา นอกจากนั้นรูปแบบการแนะนำของรัฐเป็นลักษณะชุดเทคโนโลยี(Package technology) ประกอบด้วยพันธุ์ การเตรียมดิน เตรียมพันธุ์ วิธีหว่าน การควบคุมน้ำ การใช้ปุ๋ย สารฆ่าแมลง และเก็บเกี่ยว ซึ่งยากที่เกษตรกรจะควบคุมให้เป็นไปตามที่แนะนำ

3.5 การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม       ปัจจัยของสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของข้าวโดยตรงได้แก่ แสงแดด อุณหภูมิ ความชื้น แร่ธาตุ ดิน และน้ำ  โดยธรรมชาติ น้ำ จะเป็นปัจจัยที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด และมีอิทธิพลทำให้เกิดความเสียหายในการปลูกข้าว ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตชาวนาอย่างเห็นได้ชัด เช่น กรณีการเกิดภัยแล้งจากปรากฏการณ์ เอล นิโญ(El Nino) ที่ส่งผลให้ไม่มีพายุจากมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าไทย ปริมาณฝนตกจึงน้อยกว่าปกติ (มติชน,2541) การเกิดวาตภัย อุทกภัย หรือภัยแล้ง บริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ทำให้เกษตรกรไม่สามารถทำการผลิตซ้ำ (reproduction) ผลิตภาพของแรงงาน(labour Productivity)ต่ำ หรือผลิตได้ไม่คุ้มการลงทุน ในที่สุดจะส่งผลให้ชาวนาต้องทิ้งพื้นที่ให้เป็นนาร้าง เคลื่อนย้ายแรงงาน และเกิดการเปลี่ยนอาชีพ

(สมยศ ทุ่งหว้า,2543) 

           

4. วิกฤตความสัมพันธ์ในระบบนิเวศน์ชาวนา

4.1 การเปลี่ยนแปลงในห่วงโซ่อาหาร   ระบบนิเวศน์นาข้าวพื้นที่นาลุ่มที่

สมบูรณ์เป็นระบบที่ประกอบด้วยความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตทั้งในแนวราบและแนวดิ่ง ทั้งในน้ำ บนบก และในอากาศ ประกอบด้วยผู้ผลิตได้แก่ข้าว แหนสาหร่าย ตะใคร่น้ำ แพลงตอนพืช พืชใบกว้างใบแคบอื่นๆ ผู้บริโภค ได้แก่ ปลา หอย กุ้ง ปู กบ หนู งู แมลง นก สัตว์อื่นๆ มนุษย์ และผู้ย่อยสลาย ที่ย่อยของเสียต่างๆเพื่อแปรสภาพเป็นอาหารให้ข้าว      หลังจากที่มีการพัฒนาวิธีการปลูกข้าวเพื่อให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศน์ จนทำให้สิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตมีสภาพเปลี่ยนไปจากเดิม โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงในระบบห่วงโซ่อาหาร ทำให้เกิดผลเสียต่อการปลูกข้าวอย่างมหาศาล

 

 

 

ภาพที่3   เปรียบเทียบปริมาณสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศน์พื้นที่นาข้าวที่สมดุลและไม่สมดุล

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


     แมลงศัตรูข้าว   แมลงตัวห้ำ        ปู    หอยศัตรูข้าว   ปลา         กบ  งู             หนู         นก    พืชอื่นๆ     ข้าว

 


ปริมาณสิ่งมีชีวิตในระบบที่สมดุล             ปริมาณสิ่งมีชีวิตในระบบที่ไม่สมดุล

 

4.2 การสูญหายของข้าวพันธุ์พื้นเมือง พันธุ์ข้าวถือเป็นความหลากหลายที่มี อยู่แต่ดั้งเดิมในระบบการปลูกข้าว ข้อดีของพันธุ์พื้นเมืองคือความเหมาะสม

กับสภาพพื้นที่เช่น ต้านทานโรค แมลง สภาพภูมิอากาศการพัฒนาพันธุ์ข้าวของไทยหลังจากมีการจัดตั้งสถานีทดลองข้าว(2450) เป็นการพัฒนาพันธุ์ข้าวพื้นเมืองออกมาแนะนำ เช่น ปิ่นแก้ว เหลืองอ่อน นางนวล พวงนาค จนกระทั่งมีการตั้งสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติที่ประเทศฟิลิปปินส์(IRRI:2505)ข้าวพันธุ์ใหม่จากต่างประเทศคือพันธุ์ IR8 ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นพันธุ์มหัศจรรย์ ได้รับการแนะนำให้ปลูกพร้อมกับเทคโนโลยีองค์ประกอบด้าน ปุ๋ย สารเคมี และวิธีปลูกแบบพิถีพิถัน การค้นคว้าพัฒนาข้าว  ของไทยจึงได้เปลี่ยนเป็นการผลิตข้าวลูกผสมของ IR8 ออกมาแนะนำในนามข้าว กข.ต่างๆในปี   พ.ศ.2521 (สมภพ มานะรังสรรค์,2528)

ทวีสิทธิ์ ทองชอุ่ม (2527) รายงานว่า พันธุ์พื้นเมืองที่นิยมปลูกในภาคใต้ 307 พันธุ์ ใน 14 จังหวัด มีลักษณะเด่นคือความหลากหลายของอายุปลูกตั้งแต่ 120 ถึงมากกว่า 210 วัน สามารถเลือกปลูกได้ตั้งแต่ พฤษภาคม- พฤศจิกายน

วิไลลักษณ์ พละการ(2541) สำรวจรวบรวม พันธุ์ข้าวพื้นเมืองในพื้นที่ 22 จังหวัดในภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง รวม 463 พันธุ์ พบว่าลักษณะทั่วไปคือมีความสูงมากกว่า 200 เซนติเมตร แตกกอ 5-7 ต้น รวงยาว 21-30 เซนติเมตร เป็นพันธุ์ที่ต้านทานโรค แมลง มีลักษณะเด่นด้านการหุงต้ม และการทนต่อความแห้งแล้ง(ตารางที่5)

ตารางที่ 5 คุณสมบัติของข้าวพันธุ์พื้นเมือง 463 พันธุ์ใน 22 จังหวัด

รายการ

จำนวนพันธุ์ข้าว

ต้านทานโรคไหม้

ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

ทนแล้ง

ข้าวหอม

ข้าวขึ้นน้ำ

17

95

309

28

124

ที่มา: ดัดแปลงจาก วิไลลักษณ์ พละการ,2541

 การสูญหายของข้าวพันธุ์พื้นเมือง เกิดจากการนำข้าวพันธุ์ใหม่ที่ถูกเรียกว่าพันธุ์ส่งเสริม ซึ่งให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์พื้นเมืองชัดเจน ทำให้มีการขยายพื้นที่ปลูกอย่างรวดเร็ว ประกอบกับองค์ประกอบอื่นๆเช่น รัฐจัดหาแหล่งพันธุ์ดีให้ ทำให้ได้เปรียบพันธุ์พื้นเมืองที่เป็นสมบัติเฉพาะของแต่ละครัวเรือนที่ต้องเก็บรักษาเอง   การแพร่กระจายของข้าวพันธุ์ใหม่ที่สำคัญตามโครงการแลกเปลี่ยนพันธุ์ข้าวของรัฐเมื่อปี พ.ศ. 2524 เป้าหมายทดแทนพันธุ์พื้นเมืองที่มีอยู่ขณะนั้นประมาณ ร้อยละ 45 ของข้าวทั้งหมด ผลการดำเนินโครงการระยะแรกจนถึงปี พ.ศ. 2529 ปรากฏว่าเกษตรกรมีการใช้ข้าวพันธุ์ใหม่ถึงร้อยละ 76 ผลที่เกิดขึ้นคือการขาดความหลากหลายของเชื้อพันธุ์ กล่าวคือ พื้นที่ปลูกร้อยละ 50 ของประเทศ ประกอบด้วยข้าวเพียง 5 พันธุ์เท่านั้น(วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ,2535)

ปัจจุบันเกษตรกรมีปัญหาจากการใช้ข้าวพันธุ์ใหม่เช่น การระบาดของแมลงศัตรูข้าวชนิดใหม่ในพื้นที่ และปัญหาการจัดการที่เกษตรกรต้องพิถีพิถันในการดูแลรักษา และจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมมากกว่าเดิม            แนวทางใหม่ในการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว คือ วิจัยและปรับปรุง

พันธุ์ข้าวพื้นเมืองเพื่อรับรองเป็นข้าวพันธุ์ดีแนะนำให้เกษตรกรปลูก เช่น กรณีข้าวพันธุ์เล็บนกปัตตานี และพันธุ์เฉี้ยงพัทลุง ที่สถานีทดลองข้าวปัตตานี ได้รวบรวม และคัดเลือกสายพันธุ์ดีเด่นจากข้าวพื้นเมืองซึ่งมีคุณสมบัติดี เหมาะสมกับสภาพการปลูกในภาคใต้

4.3การสูญหายของพืชพรรณอื่นๆ      พืชตามหัวไร่ปลายนา เป็นแหล่งอาหาร และที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหลายชนิด การสูญหายของพืชพรรณธรรมชาติจากการนำไปใช้ประโยชน์โดยไม่มีการปลูกทดแทน การขยายพื้นที่ปลูกข้าวและการถือครองกรรมสิทธิที่ดินระหว่างแปลงข้างเคียงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ พืชพรรณไม้ยืนต้นถูกทำลายหายไปจากไร่นา ส่งผลให้สัตว์ต่างๆ เข้ามาใช้แปลงนาเป็นที่อยู่อาศัยและเป็นแหล่งอาหารทดแทน

4.4 การสูญหายของพันธุ์สัตว์และการระบาดของสัตว์ศัตรูพืช     สัตว์เลื้อยคลาย

สัตว์ปีก สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์บก และสัตว์น้ำ หลายชนิดที่อาศัยอยู่บริเวณทุ่งนาเนื่องจากระบบห่วงโซ่อาหารเป็นไปอย่างสมดุล ต่อเมื่อมีการทำลายวงจรของระบบเกิดขึ้นปัญหาการระบาดของสัตว์บางชนิดเช่น หนู ปู หอยเชอรี่ ทำความเสียหายต่อการปลูกข้าวอย่างมหาศาล และถือเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับการปลูกข้าวในปัจจุบันโดยเฉพาะหนู และหอยเชอรี่ กรณีการระบาดของหอยเชอรี่เดิมเป็นสัตว์ประจำถิ่นของทวีปอเมริกาใต้ มีผู้นำเข้ามาในประเทศไทยเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2525-2526 เพื่อเลี้ยงในตู้ปลาและทำฟาร์มเลี้ยงส่งประเทศญี่ปุ่นและใต้หวัน เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าหอยเป๋าฮื้อน้ำจืด ซึ่งต่อมาไม่มีการรับซื้อจึงปล่อยทิ้งไว้จนแพร่กระจายเป็นศัตรูข้าวในปี พ.ศ. 2531 และปี พ.ศ.2537 ขยายไปยังพื้นที่ 38 จังหวัดทั่วประเทศ(กองกีฏและสัตววิทยา,2538) ศัตรูหอยเชอรีตามธรรมชาติที่สำคัญคือนกน้ำต่างๆซึ่งปัจจุบันเหลือน้อยในระบบนิเวศน์   การสูญเสียความหลากหลายในธรรมชาติก่อให้เกิดการสูญเสียประโยชน์หลายประการต่อระบบนิเวศน์ เช่น การป้องกันการระบาดของศัตรูพืช การบำรุงดิน การสร้างเสถียรภาพในรายได้ ความยั่งยืน ประสิทธิภาพการใช้ที่ดิน  และการปรับปรุงคุณภาพชีวิต(กรมวิชาการเกษตร,2540)

4.5 การสูญเสียแมลงที่เป็นมิตร และการระบาดของแมลงศัตรูข้าว

ปรีชา วังศิลาบัตร และคณะ(2538)กล่าวว่าสภาพที่เป็นจริงของระบบนิเวศน์การปลูกข้าวจะมีความหลากหลายทางชีวภาพ( bio-diversity)อันประกอบด้วยสิ่งมีชีวิตนานาชนิดเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูข้าวที่มีมากกว่า 100 ชนิด มากกว่าแมลงศัตรูข้าวถึง 5-6 เท่า

แต่ชาวนาส่วนใหญ่รับรู้เพียงว่าแมลงคือปัญหาและเป็นตัวทำลายผลผลิต ความพยายามในการกำจัดแมลงออกไปจากพื้นที่เป็นสงครามที่ดำเนินมายาวนาน และก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างมากมาย จากการสูญเสียเงินตรา ในการซื้อสารเคมีกำจัดแมลง      การเกิดภาวะการระบาดอย่างรุนแรงของแมลงบางชนิดที่มีอยู่เดิมหรือแมลงชนิดใหม่ ตลอดจนการสะสมสารพิษในสิ่งมีชีวิต รวมทั้งชาวนาเอง และที่ถูกทำลายโดยไม่รู้ตัวคือแมลงที่เป็นมิตรของชาวนา(ภาพที่4)

ภาพที่4  การลดลงของประชากรศัตรูพืช และศัตรูธรรมชาติภายหลังการใช้สารเคมีกำจัด