ประเทศไทย ข้าว และชาวนา ทั้งสามส่วนนี้แสดงออกถึงความสัมพันธ์
คู่กันมายาว นานตั้งแต่อดีตจนกลายเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงชีวมณฑลของสังคมนี้อย่างชัดเจนจากความเหมาะสมของทำเลที่ตั้งเมืองบริเวณที่ราบลุ่มปากแม่น้ำ
การบริโภคข้าวเป็นอาหารหลักของประชากร และความชำนาญในการเพาะปลูก ผลักดันให้ไทยเป็นประเทศที่มีอาหารบริบูรณ์
และสามารถผลิตอาหารเลี้ยงชาวโลกมานานจนถึงทุกวันนี้
ปัจจุบันไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 63 ล้านไร่
เพียงพอที่จะเป็นหลักประกันว่า คนไทยหนึ่งคนมีข้าวอยู่ 1 ไร่ หรือ 330 กิโลกรัม
ซึ่งเพียงพอสำหรับการบริโภคตลอดปีและยังเหลือไว้ขายให้กับชาติอื่นอีกคนละ 130
กิโลกรัม
เมื่อประมาณการความเป็นเจ้าของ
ชาวนาไทยแต่ละครอบครัวจะมีข้าวอยู่ไม่น้อยกว่า 4,000 กิโลกรัม
หากมองในแง่ความมั่นคงทางอาหาร(Food Security) แล้วถือว่ามีความมั่นคงสูง
แต่เมื่อคำนวณเป็นรายได้กลับเป็นกลุ่มที่ยากจนมากที่สุด คือมีรายได้เฉลี่ยจากข้าวยังต่ำเพียง
13,527 บาท/ปี ในด้านความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ
ไทยส่งข้าวออกไปค้าขายกับต่างประเทศครั้งแรก เป็นรายได้ 150,000 บาท
นับจากนั้นเป็นต้นมามูลค่าการส่งออกเพิ่มเป็นลำดับจนถึงปี2540 มีมูลค่าการส่งออก
65,088 ล้านบาท ด้วยเหตุนี้ทำให้ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยต่างให้ความสำคัญในด้านนโยบายโดยเฉพาะเป้าหมายในการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ของประเทศ
ที่มีรายได้จากการส่งออกข้าวเป็นร้อยละ13.4 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด(ตารางที่1)
ตารางที่1 การปลูกและมูลค่าข้าว พศ.2537-2540
|
ปี |
เนื้อที่ปลูก (ล้านไร่) |
ผลผลิต (ล้านตัน) |
มูลค่า (ล้านบาท) |
มูลค่าการส่งออก(ล้านบาท) |
|
2537 2538 2539 2540 |
59.25 60.68 63.35 63.73 |
18.45 21.11 22.02 22.33 |
68,752.0 81,425.1 104,884.2 123,317.3 |
39,187.3 48,626.8 50,734.8 65,088.1 |
ที่มา:
สำนักเศรษฐกิจการเกษตร ,2541
สังคมชนบทของไทย เป็นสังคมเกษตรเต็มรูปแบบ
เนื่องจากชนบทเป็นภาคการผลิตการเกษตรและข้าวเป็นพืชที่เกษตรกรทำการเพาะปลูกมานาน
นับตั้งแต่ยุคสมัยของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมนุษย์จากการหาของป่ามาเป็นการปลูกพืช
ประวัติศาสตร์การผลิตข้าวของไทยบันทึกจุดกำเนิดที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่
20 ซึ่งมีการขายข้าวกับต่างประเทศตั้งแต่ปี พ.ศ. 2167 การขยายพื้นที่
ที่ถือเป็นจุดกำเนิดของความสำคัญเริ่มในพุทธศตวรรคที่23(อภิชัย พันธเสน ,2531)
แฮงส์ลูเซี่ยน (2527) กล่าวถึงการปลูกข้าวของชาวนาไทยที่มีพัฒนาการเริ่มจากการปลูกแบบไร่เลื่อนลอย หว่าน และดำ ตามลำดับคือ
1.1
ช่วงการปลูกข้าวแบบไร่เลื่อนลอย (ปี พ.ศ. 2393 2433) การทำนา
เริ่มด้วยการเซ่นไหว้เจ้าที่เพื่อขออนุญาตใช้พื้นที่และขอให้คุ้มครองดูแลพืชที่จะปลูกให้ออกดอกออกผลดี
การปลูกแบบนี้เกษตรกรจะใช้ไม้ทิ่มดินให้เป็นรูแล้วหยอดเมล็ดรอฝนตก
ข้าวก็จะงอก
งานที่ต้องทำคือการกำจัดวัชพืช ในยุคเริ่มต้นของการปลูกข้าว
สังคมชาวนายังมีลักษณะเป็นสังคมดั้งเดิม มีการรวมกันอยู่เป็นครอบครัวใหญ่ วิธีการใช้ชีวิตพึ่งพากลมกลืนกับธรรมชาติ วิธีการปลูกข้าวอาศัยหลักตามความเชื่อ
และการเคารพธรรมชาติ การเลี้ยงดูข้าว
จะดูแลพิเศษช่วงตั้งท้องจะให้ผู้หญิงซึ่งถือว่าเป็นเพศที่อ่อนโยน นำของเซ่นไปให้ข้าวในนา
เนื่องจากเห็นว่ามีความสำคัญเหมือนคน
จะต้องดูแลและให้ความเข้าใจจึงจะให้ผลผลิตออกมาดี เมื่อข้าวสุกก็จะทำการขอขมา
และขอบคุณแม่โพสพ
ซึ่งถือว่าเป็นแม่ของข้าว
ชาวนาที่อยู่ๆก็เก็บเกี่ยวข้าวทำให้แม่โพสพตกใจหนีไป
ต้องทำพิธีเรียกขวัญโดยเก็บเมล็ดข้าวหล่นใส่ตะกร้าและนำฟางมาทำเป็นตุ๊กตา พร้อมกับท่องคำสวด โอ้ แม่โพสพ โปรดขึ้นมายังฉางข้าว อย่าได้หลงเที่ยวป่า และทุ่งนา
หนูมันจะกัด นกมันจะจิก
โปรดไปยังที่สงบสุขเพื่อเลี้ยงดูลูกหลานของแม่ให้เจริญรุ่งเรืองเถิด
1.2 ช่วงการทำนาหว่าน (ปี
พ.ศ.2433 2478) การขยายการทำนาเกิดขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของประชากรจึงต้องผลิตข้าวให้เพียงพอกับการบริโภค
ประกอบกับช่วงปี พ.ศ. 2461 2473
ไทยมีการค้าขายข้าวกับต่างประเทศมากขึ้นทำให้
กลุ่มผู้มีที่นาโดยเฉพาะที่นาขนาดใหญ่
พยายามที่จะขยายพื้นที่ปลูกเพื่อที่จะขายข้าวให้ได้มาก
การทำนาเริ่มมีการทำคันนาให้เป็นช่องๆใช้สัตว์ในการไถดิน และนวดข้าว การปรับตัวของสังคมมีความสัมพันธ์กันมากขึ้นกว่าเดิม
เพราะต่างต้องการพึ่งพาอาศัยแรงงานในการทำกิจกรรมการปลูกข้าว
เริ่มมีการบอกช่วยแรงงานเก็บเกี่ยวพร้อมกับการจัดกิจกรรมสังสรรเลี้ยงฉลองหลังการเก็บเกี่ยวข้าว ระบบสังคมยังยึดถือวิถีของความเชื่อ
พิธีกรรม พร้อมกับมีการขยายตัวของวัด
ซึ่งเป็นสถาบันที่แสดงออกถึงความสงบสุขของชุมชน ในอีกด้านหนึ่ง
ความสัมพันธ์ของสถาบันการปกครองได้แผ่ขยายลงสู่ท้องถิ่นมากขึ้น เกิดผู้มีอำนาจ อิทธิพล และการครอบครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน
1.3 ช่วงการทำนาดำ
(ปีพ.ศ.2478 2513) ผลของการค้าขายที่รุ่งโรจน์ช่วงกลางของการพัฒนาการทำนาหว่าน
ผลักดันให้เกิดการขยายพื้นที่และวิธีการปลูกเพื่อให้ได้ผลผลิตจำนวนมากขึ้นพร้อมกับการเติบโตของส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องเช่น
โรงสี ท่าเรือ ที่อยู่อาศัย คนมีฐานะดีขึ้น มีการทำบุญมากขึ้น การปรับปรุงการผลิตมีการใช้พันธุ์ข้าวที่อายุต่างอายุกันเพื่อให้สามารถปลูกข้าวได้ทันในพื้นที่ปลูกทั้งหมดในขณะที่มีแรงงานจำกัด
การเติบโตของสังคมได้มีการพัฒนาสาธารณูปโภคมากขึ้น
การค้าในชุมชนเกิดขึ้นเพื่อสนองความต้องการบริโภคของคนที่มีเงินมากขึ้น
เกิดการตื่นตัวด้านการศึกษาเพื่อหาวิธีการเพิ่มผลผลิต
มีสถานีทดลองกสิกรรมค้นคว้าให้ความรู้ด้านการพัฒนาการปลูกข้าว จุดเปลี่ยนแปลงของสังคมได้รับผลกระทบชัดเจนเพราะผู้คนต่างมุ่งไปทำมาหากินของตัวเองครอบครัวใหญ่มีการแยกตัว
เพื่อสร้างเครื่องมือของตัวเอง
ความเครียดด้านแรงงานมีสูง
เพราะต่างคนต่างแสวงหาโอกาสที่จะได้รับความสุขจากความเจริญของบ้านเมือง
แรงงานทำนาถูกแย่งด้วยการออกไปรับจ้างหรือค้าขายที่มีรายได้เพิ่มขึ้น
กิจกรรมการผลิตที่ทำเพื่อบริโภคอย่างเดียว ถูก ลดลงไปทำการค้าขาย เล็กๆน้อยๆ เพื่อหารายได้ วิถีชีวิตชาวนาและการทำนาในยุคเริ่มต้นเป็นยุคของความสมบูรณ์ทั้งในด้านการผลิต
ความเป็นอยู่และสภาพแวดล้อม แม้เศรษฐกิจปี พ.ศ. 2473 ราคาข้าวตกต่ำ
แต่ชาวนาไม่อดอยาก เนื่องจากในน้ำมีปลาในนามีข้าว
2. การพัฒนาวิธีการผลิตข้าวของชาวนา
วิวัฒนาการทำนานับตั้งแต่เริ่มต้นของการคิดค้นวิธีการปลูกข้าวจนกระทั่งถึงยุคที่ชาวนามีความตื่นตัว ปรับปรุง
และเปลี่ยนแปลงวิธีการผลิตตามยุคสมัยของการพัฒนา
ปัจจัยที่กระทบและส่งผลชัดเจนทำให้เกิดแรงกระตุ้นการขยายการผลิตทั้งด้านพื้นที่และเทคนิคคือ
รายได้ที่เกษตรกรได้รับจากการขายข้าว
ซึ่งมีส่วนอย่างมากในการทำให้กำลังซื้อหาสิ่งอำนวยความสะดวก
หรือการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น
เทคโนโลยี
คือ ความรู้จะทำสิ่งต่าง ๆ มีองค์ประกอบ 2 ประการ คือ
กระบวนการทำงานเพื่อให้ได้ผลผลิตและเครื่องมือสำหรับการผลิต (บุญทัน ดอกไธสง,2530
)
ในการปรับปรุงการทำนาองค์ประกอบทั้ง 2 ประการถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่ในประเทศไทย สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิธีการปฏิบัติของชาวนามาทุกยุคสมัย
ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่การเพิ่มปริมาณ และประสิทธิภาพการผลิต ตามภาวะการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม
ยิ่งศักดิ์ อิสระเสนา (2525)1 กล่าวว่า การทำนาให้ได้ผลดีในอดีตคือ
ดินดี ฝนฟ้าบริบูรณ์ พันธุ์ข้าวดี การทำดี น้ำดี ไม่มีโรคร้ายหรือแมลงรบกวน
หากพบโรคกล้ายอดเหี่ยวใช้วิธีถ่ายน้ำแล้วใส่ปุ๋ยบำรุง
พบแมลงป้องกันด้วยการตรวจข้าวพบก็บี้เสีย
หรือใช้วิธีนาบให้ข้าวจมน้ำ
ใช้เปลือกส้มโอ ขยำน้ำมันกาด
หัวหอมกับตะใคร้
การบำรุงข้าวให้ได้รับ N- P- K
โดยใช้ปุ๋ยธรรมชาติ N ในขี้ควาย ใบไม้สด ขี้เป็ด
ขี้ไก่ P
ในกระดูกควาย K ใช้ขี้เถ้าผงถ่าน วิธีนี้นาหว่านได้ผลผลิตถึง 40 45 ถัง
นาดำได้ 45 50 ถัง
การเปลี่ยนแปลงวิธีการผลิตจากการดูแลอย่างง่ายเป็นการปลูกแบบพิถีพิถันมากขึ้นเพื่อให้เกิดการเพิ่มผลผลิต จากการไถแบบตื้น เป็นไถลึก
การเตรียมดินแบบหยาบพอปลูกได้เป็นแบบละเอียด จากการหยอดเป็นหว่านแห้ง ปักดำ
และหว่านน้ำตม จากการทำนาครั้งเดียวแล้วปลูกถั่วเป็นปลูกข้าวติดต่อกันตลอดปี
เหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนที่ชาวนาไทยได้นำมาใช้ในการพัฒนาการปลูกข้าว
ซึ่งจะกล่าวเพิ่มเติมในรายละเอียดดังต่อไปนี้
2.1 การใช้รถไถ การชักจูงให้เกษตรกรไทยหันมาใช้เครื่องจักรกลในนาครั้งหนึ่งในสมัยดร.ปรีดี พนมพงค์ (2489)
ได้เสนอข้อมูลเปรียบเทียบให้เกษตรกรได้เห็นข้อดีของการใช้เครื่องจักรกับแรงคนว่า คนไถนาได้วันละ 0.5 ไร่ เครื่องจักรวันละ 40 ไร่ การปลูกข้าวให้พอกับพลเมือง 11
ล้านคน ต้องทำนา 15 ล้านไร่ ต้องใช้แรงคนไถ คราด หว่าน และเก็บ 75 ล้านแรง แต่ใช้เครื่องจักรจะใช้เพียง 2.15 ล้านแรง
เท่านั้น ดูเหมือนการชักนำจะเป็นผลสำเร็จอย่างดี จากข้อมูลการใช้รถไถ
จนกระทั่งถึงปัจจุบันพบว่ามีปริมาณเพิ่มขึ้น จนแทบกล่าวได้ว่าเกษตรกรทุกๆ 3 ครัวเรือน มีรถไถนาใช้ (ตารางที่2)
ตารางที่2
การใช้รถไถในประเทศไทย
|
ปี |
ไถเดินตาม |
ไถ4ล้อ |
|
2536 2537 2538 2539 |
1,135,742 1,311,426 1,515,693 1,753,368 |
98,096 120,751 148,841 183,704 |
ที่มา:
สำนักเศรษฐกิจการเกษตร,2541
2.2 พันธุ์ข้าว นับตั้งแต่มีการค้าข้าวเกิดขึ้นการปลูกข้าวของชาวนา
เริ่มคิดถึงการผลิตที่ตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อมากขึ้น โดยเฉพาะการที่ข้าวแต่ละพันธุ์ให้คุณสมบัติด้านการบริโภคแตกต่างกัน
ข้าวที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค
จะได้รับการขยายพันธุ์ปลูกและทดแทนข้าวพันธุ์อื่นๆที่หมดความสำคัญไป
พันธุ์ข้าวพื้นเมืองในประเทศไทยมีความหลากหลายของสายพันธุ์จำนวนมาก
ซึ่งแต่ละสายพันธุ์จะเหมาะสมในการปลูกแต่ละสภาพพื้นที่แตกต่างกัน
เช่นข้าวขึ้นน้ำในผลผลิตดีในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมสูง
ข้าวพื้นเมืองนาปีปรับตัวได้ดีในสภาพการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศเป็นต้น ปัจจุบันความหลากหลายของสายพันธุ์ข้าวมีน้อยลงสาเหตุสำคัญคือการถูกแทนที่ด้วยพันธุ์ที่ผลิตเพื่อการค้าที่ทางราชการวิจัยและส่งเสริมให้ปลูกอย่างแพร่หลายโดยแต่ละพันธุ์มีข้อดีเด่นที่จูงใจเหนือพันธุ์ดั้งเดิมคือความสามารถในการให้ผลผลิตสูงและอายุสั้น
2.3 การใช้ปุ๋ย จากความต้องการเพิ่มผลผลิต
ประกอบกับชาวนายุคต่อมามีกิจกรรมอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากการทำนามากกว่าชาวนายุคก่อนที่มีนิสัยมักน้อย ทำมาหากินไปวัน ๆ
ไม่ค่อยสนใจเหตุการณ์ภายนอก (ยิ่งศักดิ์ อิสระเสนา,2522)
ความเร่งรีบทำให้ชาวนาหันมาใช้ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยสำเร็จรูปที่ใช้ง่ายสะดวก
รวดเร็วไม่เสียเวลา
และสามารถเห็นผลการตอบสนองของข้าวได้อย่างทันอกทันใจ ทำให้ปริมาณการใช้ปุ๋ยเพิ่มขึ้นเป็น
2 เท่า จากปี พ.ศ. 2530 ถึงปี พ.ศ. 2538 (ตารางที่3)
ตารางที่ 3
การใช้ปุ๋ยในนาข้าว
|
ปี |
ปริมาณปุ๋ย
(ตัน) |
เนื้อที่ปลูก (ล้านไร่) |
อัตราการใช้ปุ๋ย (กก./ไร่) |
|
2530 2531 2532 2533 2534 2535 2536 2537 2538 |
640,000 852,000 1,110,800 1,000,000 851,200 988,000 1,361,437 1,395,852 1,501,896 |
61.57 58.89 64.68 64.44 61.91 59.67 60.45 59.25 60.68 |
10.4 14.5 17.2 15.5 13.8 16.6 22.5 23.6 24.8 |
ที่มา: สำนักเศรษฐกิจการเกษตร ,2541
2.4 การใช้สารกำจัดศัตรูพืช โดยปกติ สัตว์ศัตรูพืชหรือโรคพืชได้รับการควบคุม
กันเองตามธรรมชาติ
และหากเกิดการระบาดทำลาย ชาวนาจะใช้วิธีง่ายๆในการป้องกันกำจัด
ต่อเมื่อมีการขยายการผลิตมากขึ้น
ความคิดการใช้สารเคมีได้รับการแนะนำและถ่ายทอดสู่เกษตรกรเพื่อนำไปใช้ในการควบคุมศัตรูพืชเพิ่มมากขึ้นในเกือบทุกขั้นตอนของการผลิต
ตั้งแต่การใช้ยาปราบวัชพืชก่อนไถ ยาคุมวัชพืชหลังไถ ยาคลุกเมล็ดฆ่าแมลง
ยากำจัดหนอน ปู หนู ยาป้องกันโรคระยะกล้าจนถึงเก็บเกี่ยว ยารมเมล็ดขณะเก็บรักษา
ในแต่ละปีไทยต้องเสียเงินตราในการนำเข้าสารเคมีมากกว่า 4,000 ล้านบาท (ตารางที่4)
|
ประเภท |
ปริมาณ(กก.) |
มูลค่า(ล้านบาท) |
|
สารกำจัดแมลง สารกำจัดหนู
สารกำจัดโรคพืช สารกำจัดวัชพืช สารกำจัดหอย |
10,559,540 86,440 6,937,092 19,954,485 36,326 |
1,644.16 5.28 603.45 2,043.77 3.65 |
ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร,2541
2.5 การเก็บเกี่ยวและนวด พัฒนาการของการเกี่ยวข้าวจากการใช้เครื่องมืออย่างง่ายเช่น
แกระ เคียว ซึ่งสะท้อนให้เห็น วัฒนธรรมและความสัมพันธ์ของคนชนบทได้ชัดเจน
จากการออกแรงช่วยเหลือการเก็บเกี่ยวจนถึงการละเล่นที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบันเฉพาะเพียงการแสดงเพื่อความบันเทิงเท่านั้น การขยายตัวของเครื่องจักรกล
จากเครื่องนวดสู่เครื่องเกี่ยวนวดและบรรจุ เป็นไปอย่างรวดเร็ว จาก 29,735
เครื่องในปี พ.ศ. 2528 เป็น 76,386 ในปี พ.ศ. 2539 (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร,2541)
เหตุผลสำคัญเห็นจะได้แก่การเลือกเอาความสะดวกสบาย การไม่อยากทำงานหนัก
ลักษณะการร่วงหล่นง่ายของข้าวพันธุ์ใหม่ และ ความไม่แน่นอนของสภาพดินฟ้าอากาศ
2.6 วิถีชีวิตและสังคมชาวนา ในภาวะการเปลี่ยนแปลงตามเศรษฐกิจของประเทศ ชาวนาไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการผลิตข้าวเพียงอย่างเดียว
การเลี้ยงสัตว์ การปลูกพืชก่อนข้าว หัตกรรม การแปรรูป และประมง
ล้วนเป็นทางเลือกที่ส่งผลกระทบหรือเกิดการแย่งชิงทรัพยากรกับการทำนาทั้งสิ้น
แม้กระทั่งการเกิดการอพยบแรงงานหรือการเปลี่ยนพื้นที่นาเพื่อปลูกพืชอื่นล้วนเป็นผลกระทบของการปรับตัวของเกษตรกรเพื่อการอยู่รอดในสภาพที่เกิดปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่เกิดขึ้น
จนเป็นปัญหาสำคัญของประเทศที่จะต้องกำหนดนโยบายต่างๆออกมาเพื่อแก้ปัญหาทั้งด้านราคาข้าวและเศรษฐกิจของชาวนาตลอดมาตั้งแต่อดีตถึงทุกวันนี้ และการแก้ปัญหาไม่เฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศเท่านั้น
ไทยจะต้องแข่งขันการผลิตข้าวให้ได้ในตลาดโลก
ซึ่งปัจจุบันกำลังถูกแย่งตลาดโดยเฉพาะจากประเทศเวียดนามที่มีปัจจัยหลายอย่างที่ได้เปรียบไทย
เพราะชาวนาสามารถทุ่มเทเวลา แรงงานให้กับการปลูกข้าวได้เต็มที่ ขณะที่ชาวนาไทยต้องออกไปทำอาชีพอื่นๆหลายอย่าง
(Bangkok Post ,2543)
ระบบนิเวศน์ ( Ecosystem)หมายถึงสรรพสิ่งทั้งหลายที่อยู่รวมกันบนโลกนี้
ลักษณะทั่วไปของระบบนิเวศน์ประกอบด้วย ความหลากหลายของชนิดพืช สัตว์(Diversity
of species) ความซับซ้อนของระบบ(Complexity of ecosystem) ความมีปฏิสัมพันธ์ในระบบ(Interaction in ecosystem)
และการคัดเลือกธรรมชาติ(Natural selection)
(กรมวิชาการเกษตร,2540)
แนวคิดว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างระบบ
2 ระบบนี้ ที่สำคัญได้แก่แนวความคิดมนุษย์นิเวศวิทยา(Human Ecology)
ที่อธิบายระบบทั้งสองระบบนี้ว่าเป็นระบบย่อยกึ่งอิสระ (Semi autonomous) ที่มีการกระทำต่อกันขององค์ประกอบต่างๆภายในระบบเอง
ในขณะเดียวกันระบบทั้งสองนี้จะมีความเกี่ยวข้องและส่งผลกระทบต่อกันเมื่อระบบหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลง
อีกระบบจะได้รับผลกระทบไปด้วย เช่น
กิจกรรมของมนุษย์เป็นตัวเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม
และสังคมมนุษย์จะเปลี่ยนไปอันเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมถูกเปลี่ยนแปลง
ความสัมพันธ์นี้จะมีการปรับเปลี่ยนและวิวัฒนาการไปร่วมกันไม่จบสิ้น(สมยศ
ทุ่งหว้า,2541)
ส่วนอีกแนวคิดหนึ่งคือระบบนิเวศชุมชน(Community Ecosystem) ที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่เป็นชุมชนกับทรัพยากร
โดยมนุษย์ใช้กระบวนการทางสังคมและวัฒนธรรม สร้างเป็นวิถีชีวิต
และถ่ายทอดออกมาสู่รุ่นหลังต่อไปอย่างเป็นระบบ มนุษย์มีระบบ(เช่น
เกษตร)ในการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมในการผลิต
ขณะเดียวกันระบบการผลิตนี้ได้หล่อหลอมเป็นวิถีชีวิตให้แก่ชุมชนด้วย
จนกลายเป็นแบบแผนการปฏิบัติและวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดสู่คนรุ่นหลังต่อไปโดยทางการศึกษาเรียนรู้(อานันท์
กาญจนพันธ์ ,2543)
การเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน์ของชาวนาจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งวิถีชีวิต
สังคม และสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเริ่มจากส่วนใดก็จะส่งผลกระทบถึงกันและกัน
โดยมีสาเหตุการเปลี่ยนแปลงดังนี้
3.1
นโยบายการพัฒนาประเทศ ท่ามกลาง
การเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาที่ไม่หยุดยั้งของกระแสโลก
ประเทศไทยได้ปรับตัวเข้าสู่ระบบเสรีของการแข่งขันด้านต่างๆเพื่อให้ทันกับการก้าวไปของประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งมีความเจริญทางอุตสาหกรรมแตกต่างกับไทยที่มีการเกษตรเป็นฐานการเติบโตของประเทศ
ศิริจิต ทุ่งหว้า
(2536)กล่าวว่าช่วงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือการรับแนวความคิดของประเทศพัฒนาแล้วอย่าง
อเมริกาที่ได้พยายามเผยแพร่วิธีการพัฒนาประเทศเพื่อชักจูงให้เหล่าประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายได้ปฏิบัติตาม
เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจให้ก้าวหน้าตามแนวทาง ดังนี้ คือ
1.
เร่งเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น
เพื่อเปลี่ยนฐานการผลิตจากเกษตรกรรมสู่อุตสาหกรรม
2.
ใช้ตัวชี้วัดความสำเร็จของการพัฒนาคือรายได้/หัวหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ
3.
ใช้ทรัพยากรจากชนบทมาสร้างความเจริญให้แก่เมือง
4.
ใช้กลไกการตลาด กำหนดนโยบาย
และส่งเสริมการค้าเสรีในประเทศ
5.
รัฐต้องกำหนดค่าแรงและราคาพืชผลให้ต่ำ
เพื่อให้อาหารในเมืองมีราคาต่ำ นักลงทุนจะได้เห็นกำไรชัดเจน
6.
ใช้นโยบายสั่งงานจากเบื้องบน(Top down)
เพื่อให้คนทำตาม
7.
รัฐจะต้องสร้างกำลังทหาร
ตำรวจให้เข้มแข็งเพื่อปราบปรามประชาชนมิให้เรียกร้องหรือต่อต้าน
โดยหลักการแล้วแนวคิดดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่น่าสนเท่ห์สำหรับนักวิชาการขณะนั้น
เพราะเหล่าทฤษฎีว่าด้วยการเจริญเติบโต(Growth theories)ต่างสนับสนุนว่าประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลายล้วนเติบโตมาจากการเปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรม
และเป็นบทเรียนให้ประเทศด้อยพัฒนานำไปปรับใช้เพื่อสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
อันจะนำไปสู่ความเป็นประเทศพัฒนาได้ในที่สุด(อาแว
มะแส,2543)
ยศ สันติสมบัติ (2539) กล่าวว่า
นโยบายรัฐที่มองชนบทเป็นแหล่งทรัพยากร วัตถุดิบ
แรงงานราคาถูก เพื่อให้นำมาทำให้เกิดรายได้เข้าประเทศ
สนับสนุนภาคอุตสาหกรรม และสร้างปัจจัยพื้นฐานในการพัฒนาประเทศ
เป็นสาเหตุให้เกิดการล่มสลายของชุมชนเกษตร
สิ่งที่ปรากฏชัดเจนในแนวทางดังกล่าวคือการรุกรานชนบทและภาคเกษตรกรรมให้ล่มสลาย
ยิ่งไปกว่านั้น
ไทยยังยอมให้ธนาคารโลกที่เข้ามาเป็นที่ปรึกษาใหญ่ในการแนะนำให้ไทยกำหนดนโยบายตามผลการศึกษาโดยมีเงื่อนไขความช่วยเหลือที่เสนอให้ไทยเป็นสิ่งจูงใจ
และต่อมาได้เกิดเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1(2504-2509)
ซึ่งเกิดขึ้นโดยถอดแบบแนว
คิดของอเมริกาอย่างเต็มตัว
คือเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วโดยเพิ่มผลผลิตจากการขายสินค้าหลักคือข้าวและไม้สัก
จากนั้นแผนพัฒนาฯฉบับที่2(2510-2514)และฉบับบที่3(2515-2519)
ตามมาด้วยนโยบายการเพิ่มการลงทุนเพื่อขยายชลประทาน
และองค์ประกอบต่างๆที่สนับสนุนให้เกิดการผลิตและการค้าสินค้าเกษตรอย่างเต็มที่
จนถึงแผนพัฒนาฉบับที่4(2520-2524)ที่สินค้าเกษตรเริ่มมีปัญหาราคาตกต่ำจนต้องใช้นโยบายการปรับโครงสร้างการผลิต
และเริ่มให้ความสนใจด้านทรัพยากรที่ถูกใช้ไปมากจนเสื่อมโทรมในแผนพัฒนาฉบับที่
5(2525-2529)และฉบับที่6(2530-2534) หลังจากนั้นการให้ความสำคัญด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ถือเป็นนโยบายที่รัฐให้ความสำคัญติอต่อกันมาถึงปัจจุบัน
3.2 การปฏิวัติเขียว(Green revolution) การปฏิวัติเขียวเป็นความพยายามในการเพิ่มผลผลิตต่อเนื้อที่ทำการเกษตร
โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีใหม่ที่เป็นชุด(package technology) เช่น พันธุ์
เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกล และการชลประทาน การปฏิวัติเขียวถูกนักพัฒนามองว่าเป็นตัวการสำคัญที่ทำร้ายวิถีการเกษตรแบบดังเดิมของไทยให้สูญหายไปพร้อมกับความสงบสุขของชีวิตและสังคมชนบท
ผลกระทบจากการปฏิวัติเขียวที่เกิดขึ้นในทางบวกคือ ทำให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพทางการผลิต
เพิ่มปริมาณผลผลิตทางการค้า เกิดการจ้างงาน และมีการพัฒนาวิชาการอย่างรวดเร็ว
ในทางลบทำให้เกิดการพึ่งพาระบบตลาดเป็นหลัก การผลิตมีความกดดันสูง
และเกิดมลพิษต่อสภาพแวดล้อมสูง(อาแว มะแส,2543)
3.3 การเปลี่ยนวิถีชีวิต การปรับตัวให้ได้มีการผลิตมากขึ้นเพื่อนำไปสู่การหาได้มาซึ่งสิ่งอำนวยความสะดวกสบายและความทันสมัย(แฮงส์ ลูเซี่ยน เอ็ม,2527)
เป็นการตัดสินใจยอมรับเทคโนโลยีของเกษตรกรเองโดยสมัครใจในการที่จะเลือกการกระทำอย่างเสรี
(voluntaristic) (สัญญา
สัญญาวิวัฒน์,2538 ) โดยสถานการณ์ที่วัตถุนิยมทางตะวันตกกำลังมีอิทธิพลแพร่เข้ามาในไทย
ประกอบกับค่านิยมของสังคมตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้น
จึงไม่แปลกที่ชาวนาจะเลือกวิธีการใช้ปุ๋ยเคมี พันธุ์พืชใหม่
และความก้าวหน้าทางเทคนิคที่จะนำมาปรับปรุงการผลิตให้มีรายได้มากขึ้น
สอดคล้องกับแนวคิดวิธีการนำเข้าสู่ปัญหาทางทฤษฏี(Theoretical approaches) ตามแบบรูปจำลองนิยัตินิยมทางแนวทางสังคมและส่วนบุคคล(Socio-personal determinism model)
ซึ่งกล่าวว่าปัจจัยอิทธิพล จุดมุ่งหมาย ค่านิยม แรงกระตุ้น แรงจูงใจ และ
ทัศนคติต่อการเสี่ยง จะมีผลต่อการตัดสินใจของเกษตรกร นอกจากนั้น
ตามแนวคิดแบบจำลองนิยัตินิยมทางด้านสิ่งแวดล้อม (geographical determinism
model) เห็นว่า
สิ่งแวดล้อมจะมีอิทธิพลควบคุมการตัดสินใจทางการเกษตร ควบคุมกิจกรรม
เป็นข้อจำกัดและกำหนดขอบเขตการดำรงชีวิตของมนุษย์ (วันเพ็ญ สุรฤกษ์
,2538)
3.4
การเลือกใช้เทคโนโลยี ปัจจัยการตัดสินใจยอมรับหรือไม่ยอมรับเทคโนโลยีของเกษตรกรขึ้นกับเงื่อนไขหลายประการ
สมยศ ทุ่งหว้า(2538) กล่าวว่าการปฏิเสธคำแนะนำการใช้เทคโนโลยีใหม่ของเกษตรกร
เนื่องจากเทคโนโลยีที่แนะนำไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ในการทำนา เช่นกรณีการไม่ยอมรับข้าวขาวดอกมะลิ105ของเกษตรกร
อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา และการไม่เปลี่ยนวิธีการผลิตจากแบบเดิมของเกษตรกร อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา
เนื่องจากต้องการปลูกข้าวเพื่อบริโภคไม่ใช้เพื่อขาย แต่ในกลุ่มที่ต้องการกำไรจากการปลูกข้าวเกษตรกรจะพยายามนำเทคนิคใหม่เช่นพันธุ์และวิธีการปลูกแบบทันสมัยมาใช้
ปัญหาสำคัญคือการควบคุมน้ำไม่ได้
และความไม่พร้อมของแรงงานที่มีน้อยซึ่งแรงงานมีผลโดยตรงต่อการความประณีตในการปลูกและดูแลรักษา
นอกจากนั้นรูปแบบการแนะนำของรัฐเป็นลักษณะชุดเทคโนโลยี(Package technology) ประกอบด้วยพันธุ์ การเตรียมดิน เตรียมพันธุ์ วิธีหว่าน การควบคุมน้ำ
การใช้ปุ๋ย สารฆ่าแมลง และเก็บเกี่ยว
ซึ่งยากที่เกษตรกรจะควบคุมให้เป็นไปตามที่แนะนำ
(สมยศ
ทุ่งหว้า,2543)
4.1 การเปลี่ยนแปลงในห่วงโซ่อาหาร ระบบนิเวศน์นาข้าวพื้นที่นาลุ่มที่
สมบูรณ์เป็นระบบที่ประกอบด้วยความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตทั้งในแนวราบและแนวดิ่ง
ทั้งในน้ำ บนบก และในอากาศ ประกอบด้วยผู้ผลิตได้แก่ข้าว แหนสาหร่าย ตะใคร่น้ำ
แพลงตอนพืช พืชใบกว้างใบแคบอื่นๆ ผู้บริโภค ได้แก่ ปลา หอย กุ้ง ปู กบ หนู งู แมลง
นก สัตว์อื่นๆ มนุษย์ และผู้ย่อยสลาย ที่ย่อยของเสียต่างๆเพื่อแปรสภาพเป็นอาหารให้ข้าว
หลังจากที่มีการพัฒนาวิธีการปลูกข้าวเพื่อให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น
สิ่งที่ตามมาคือ การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศน์
จนทำให้สิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตมีสภาพเปลี่ยนไปจากเดิม
โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงในระบบห่วงโซ่อาหาร ทำให้เกิดผลเสียต่อการปลูกข้าวอย่างมหาศาล
ภาพที่3
เปรียบเทียบปริมาณสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศน์พื้นที่นาข้าวที่สมดุลและไม่สมดุล

แมลงศัตรูข้าว แมลงตัวห้ำ ปู หอยศัตรูข้าว ปลา กบ งู หนู นก พืชอื่นๆ ข้าว
![]()
![]()
ปริมาณสิ่งมีชีวิตในระบบที่สมดุล ปริมาณสิ่งมีชีวิตในระบบที่ไม่สมดุล
4.2 การสูญหายของข้าวพันธุ์พื้นเมือง พันธุ์ข้าวถือเป็นความหลากหลายที่มี อยู่แต่ดั้งเดิมในระบบการปลูกข้าว
ข้อดีของพันธุ์พื้นเมืองคือความเหมาะสม
กับสภาพพื้นที่เช่น
ต้านทานโรค แมลง สภาพภูมิอากาศการพัฒนาพันธุ์ข้าวของไทยหลังจากมีการจัดตั้งสถานีทดลองข้าว(2450)
เป็นการพัฒนาพันธุ์ข้าวพื้นเมืองออกมาแนะนำ เช่น ปิ่นแก้ว เหลืองอ่อน นางนวล
พวงนาค จนกระทั่งมีการตั้งสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติที่ประเทศฟิลิปปินส์(IRRI:2505)ข้าวพันธุ์ใหม่จากต่างประเทศคือพันธุ์
IR8 ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นพันธุ์มหัศจรรย์
ได้รับการแนะนำให้ปลูกพร้อมกับเทคโนโลยีองค์ประกอบด้าน ปุ๋ย สารเคมี
และวิธีปลูกแบบพิถีพิถัน การค้นคว้าพัฒนาข้าว ของไทยจึงได้เปลี่ยนเป็นการผลิตข้าวลูกผสมของ
IR8 ออกมาแนะนำในนามข้าว กข.ต่างๆในปี
พ.ศ.2521
(สมภพ มานะรังสรรค์,2528)
ทวีสิทธิ์ ทองชอุ่ม (2527) รายงานว่า
พันธุ์พื้นเมืองที่นิยมปลูกในภาคใต้ 307 พันธุ์ ใน 14 จังหวัด
มีลักษณะเด่นคือความหลากหลายของอายุปลูกตั้งแต่ 120 ถึงมากกว่า 210 วัน สามารถเลือกปลูกได้ตั้งแต่
พฤษภาคม- พฤศจิกายน
วิไลลักษณ์ พละการ(2541) สำรวจรวบรวม
พันธุ์ข้าวพื้นเมืองในพื้นที่ 22 จังหวัดในภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง รวม 463
พันธุ์ พบว่าลักษณะทั่วไปคือมีความสูงมากกว่า 200 เซนติเมตร แตกกอ 5-7 ต้น รวงยาว
21-30 เซนติเมตร เป็นพันธุ์ที่ต้านทานโรค แมลง มีลักษณะเด่นด้านการหุงต้ม
และการทนต่อความแห้งแล้ง(ตารางที่5)
ตารางที่ 5 คุณสมบัติของข้าวพันธุ์พื้นเมือง
463 พันธุ์ใน 22 จังหวัด
|
รายการ |
จำนวนพันธุ์ข้าว
|
|
ต้านทานโรคไหม้ ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ทนแล้ง ข้าวหอม ข้าวขึ้นน้ำ |
17 95 309 28 124 |
ที่มา: ดัดแปลงจาก วิไลลักษณ์ พละการ,2541
การสูญหายของข้าวพันธุ์พื้นเมือง
เกิดจากการนำข้าวพันธุ์ใหม่ที่ถูกเรียกว่าพันธุ์ส่งเสริม
ซึ่งให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์พื้นเมืองชัดเจน ทำให้มีการขยายพื้นที่ปลูกอย่างรวดเร็ว
ประกอบกับองค์ประกอบอื่นๆเช่น รัฐจัดหาแหล่งพันธุ์ดีให้
ทำให้ได้เปรียบพันธุ์พื้นเมืองที่เป็นสมบัติเฉพาะของแต่ละครัวเรือนที่ต้องเก็บรักษาเอง การแพร่กระจายของข้าวพันธุ์ใหม่ที่สำคัญตามโครงการแลกเปลี่ยนพันธุ์ข้าวของรัฐเมื่อปี
พ.ศ. 2524 เป้าหมายทดแทนพันธุ์พื้นเมืองที่มีอยู่ขณะนั้นประมาณ ร้อยละ 45
ของข้าวทั้งหมด ผลการดำเนินโครงการระยะแรกจนถึงปี พ.ศ. 2529
ปรากฏว่าเกษตรกรมีการใช้ข้าวพันธุ์ใหม่ถึงร้อยละ 76
ผลที่เกิดขึ้นคือการขาดความหลากหลายของเชื้อพันธุ์ กล่าวคือ พื้นที่ปลูกร้อยละ 50
ของประเทศ ประกอบด้วยข้าวเพียง 5 พันธุ์เท่านั้น(วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ,2535)
ปัจจุบันเกษตรกรมีปัญหาจากการใช้ข้าวพันธุ์ใหม่เช่น
การระบาดของแมลงศัตรูข้าวชนิดใหม่ในพื้นที่
และปัญหาการจัดการที่เกษตรกรต้องพิถีพิถันในการดูแลรักษา และจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมมากกว่าเดิม แนวทางใหม่ในการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว
คือ วิจัยและปรับปรุง
พันธุ์ข้าวพื้นเมืองเพื่อรับรองเป็นข้าวพันธุ์ดีแนะนำให้เกษตรกรปลูก
เช่น กรณีข้าวพันธุ์เล็บนกปัตตานี และพันธุ์เฉี้ยงพัทลุง
ที่สถานีทดลองข้าวปัตตานี ได้รวบรวม
และคัดเลือกสายพันธุ์ดีเด่นจากข้าวพื้นเมืองซึ่งมีคุณสมบัติดี
เหมาะสมกับสภาพการปลูกในภาคใต้
4.3การสูญหายของพืชพรรณอื่นๆ พืชตามหัวไร่ปลายนา
เป็นแหล่งอาหาร และที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหลายชนิด
การสูญหายของพืชพรรณธรรมชาติจากการนำไปใช้ประโยชน์โดยไม่มีการปลูกทดแทน
การขยายพื้นที่ปลูกข้าวและการถือครองกรรมสิทธิที่ดินระหว่างแปลงข้างเคียงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้
พืชพรรณไม้ยืนต้นถูกทำลายหายไปจากไร่นา ส่งผลให้สัตว์ต่างๆ
เข้ามาใช้แปลงนาเป็นที่อยู่อาศัยและเป็นแหล่งอาหารทดแทน
4.4
การสูญหายของพันธุ์สัตว์และการระบาดของสัตว์ศัตรูพืช สัตว์เลื้อยคลาย
สัตว์ปีก
สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์บก และสัตว์น้ำ หลายชนิดที่อาศัยอยู่บริเวณทุ่งนาเนื่องจากระบบห่วงโซ่อาหารเป็นไปอย่างสมดุล
ต่อเมื่อมีการทำลายวงจรของระบบเกิดขึ้นปัญหาการระบาดของสัตว์บางชนิดเช่น หนู ปู
หอยเชอรี่ ทำความเสียหายต่อการปลูกข้าวอย่างมหาศาล
และถือเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับการปลูกข้าวในปัจจุบันโดยเฉพาะหนู และหอยเชอรี่ กรณีการระบาดของหอยเชอรี่เดิมเป็นสัตว์ประจำถิ่นของทวีปอเมริกาใต้
มีผู้นำเข้ามาในประเทศไทยเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2525-2526
เพื่อเลี้ยงในตู้ปลาและทำฟาร์มเลี้ยงส่งประเทศญี่ปุ่นและใต้หวัน
เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าหอยเป๋าฮื้อน้ำจืด ซึ่งต่อมาไม่มีการรับซื้อจึงปล่อยทิ้งไว้จนแพร่กระจายเป็นศัตรูข้าวในปี
พ.ศ. 2531 และปี พ.ศ.2537 ขยายไปยังพื้นที่ 38 จังหวัดทั่วประเทศ(กองกีฏและสัตววิทยา,2538)
ศัตรูหอยเชอรีตามธรรมชาติที่สำคัญคือนกน้ำต่างๆซึ่งปัจจุบันเหลือน้อยในระบบนิเวศน์
การสูญเสียความหลากหลายในธรรมชาติก่อให้เกิดการสูญเสียประโยชน์หลายประการต่อระบบนิเวศน์
เช่น การป้องกันการระบาดของศัตรูพืช การบำรุงดิน การสร้างเสถียรภาพในรายได้ ความยั่งยืน
ประสิทธิภาพการใช้ที่ดิน และการปรับปรุงคุณภาพชีวิต(กรมวิชาการเกษตร,2540)
4.5
การสูญเสียแมลงที่เป็นมิตร และการระบาดของแมลงศัตรูข้าว
ปรีชา
วังศิลาบัตร และคณะ(2538)กล่าวว่าสภาพที่เป็นจริงของระบบนิเวศน์การปลูกข้าวจะมีความหลากหลายทางชีวภาพ( bio-diversity)อันประกอบด้วยสิ่งมีชีวิตนานาชนิดเป็นจำนวนมาก
โดยเฉพาะศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูข้าวที่มีมากกว่า 100 ชนิด
มากกว่าแมลงศัตรูข้าวถึง 5-6 เท่า
แต่ชาวนาส่วนใหญ่รับรู้เพียงว่าแมลงคือปัญหาและเป็นตัวทำลายผลผลิต
ความพยายามในการกำจัดแมลงออกไปจากพื้นที่เป็นสงครามที่ดำเนินมายาวนาน
และก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างมากมาย จากการสูญเสียเงินตรา
ในการซื้อสารเคมีกำจัดแมลง การเกิดภาวะการระบาดอย่างรุนแรงของแมลงบางชนิดที่มีอยู่เดิมหรือแมลงชนิดใหม่
ตลอดจนการสะสมสารพิษในสิ่งมีชีวิต รวมทั้งชาวนาเอง
และที่ถูกทำลายโดยไม่รู้ตัวคือแมลงที่เป็นมิตรของชาวนา(ภาพที่4)
ภาพที่4 การลดลงของประชากรศัตรูพืช
และศัตรูธรรมชาติภายหลังการใช้สารเคมีกำจัด
