Hydroponics/soiless culture

โดย ร.อ.หญิงดลฤดี วาสนานนท์

ส่วน 1
ความหมาย
ข้อดี และข้อเสีย

ส่วน 2
วิธีการปลูก
อุปกรณ์
สูตรอาหาร
ขั้นตอนการปลูก

ส่วน 3
วิเคราะห์การตลาด

ส่วน 4
เอกสารอ้างอิง

 

 

การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินเป็นการปลูกพืชที่เลียนแบบการปลูกพืชบนดิน โดยเป็นการปลูกแบบปลูกในน้ำยา (Hydroponics) หรือ ปลูกลงวัสดุปลูกที่ไม่ใช่ดินก็ได้ (soiless  culture) ซึ่งอาศัยหลักที่ว่าพืชต้องได้รับธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตผ่านระบบรากพืชพร้อมกับได้รับออกซิเจนและแสงแดดเพียงพอเหมาะต่อการเจริญเติบโต

ไฮโดรโปนิกส์ หมายถึง เทคโนโลยีการปลูกพืชไม่ใช้ดิน ตรงกับคำในภาษาอังกฤษคือ Hydroponics โดย W.F.Gericke มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เป็นคนตั้งขึ้นจากคำในภาษากรีก 2 คำคือ Hydro แปลว่า น้ำ (Water) และ Ponos แปลว่า ทำงานหรือแรงงาน (Labor) รวมกันเป็น การทำงานที่เกี่ยวกับน้ำ (Water Working) เขาเป็นคนแรกที่นำเทคนิคการปลูกพืชแบบนี้ไประยุกต์ใช้เพื่อปลูกพืชเป็นการค้นในราวต้นศตวรรษที่ 19 จากการทดลองของเขาพบว่าวิธีนี้สามารถปลูกพืชได้เกือบทุกชนิด นอกจากจะผลิตพืชได้มากแล้วยังสามารถใช้ปลูกพืชได้ในพื้นที่ที่ไม่มีดินเหมาะสมต่อการปลูกพืช เช่น ในสภาพที่มีแต่หินบนหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งทหารชาวอเมริกนได้ใช้วิธีนี้ปลูกพืชฝักเพื่อรับประทานสดได้ทุกวัน โดยเฉพาะที่โซฟุ (Chofu) ประเทศญี่ปุ่นจากนั้นการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์จึงแพร่หลายไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก

การปลูกพืชไม่ใช้ดินอาจแบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ การปลูกพืชโดยให้ส่วนของรากแช่อยู่ในสารละลายธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชโดยตรง หรือปลูกบนวัสดุอื่นที่ไม่ใช่ดินและรดด้วยสารละลายธาตุอาหารหรือน้ำปุ๋ย  วัสดุที่ใช้ปลูกพืชอาจจะเป็นสารอนินทรีย์ เช่น กรวด ทราย หิน ที่ได้จากธรรมชาติหรือที่มนุษย์ทำขึ้นมา เช่น เพอร์ไลท์ (Perlite) เวอร์มิคิวไลท์ (Vermiculite) ร็อกวูล (Rockwool) หรือสารอินทรีย์เช่น พีท (Peat) มอส (Moss) ขี้เลื่อย เปลือกไม้ เปลือกมะพร้าวสับ ขุยมะพร้าว แกลบสดและถ่านแกลบ เป็นต้น (Ksc-Wimol Internet Branch 1999)

ข้อดี และข้อเสียของการปลูกพืชแบบไม่ใช้ดิน

เนื่องจากการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์มีการจัดปัจจัยต่างๆ เช่น น้ำ แร่ธาตุ แสงอุณหภูมิให้แก่พืชอย่างเหมาะสม พืชจึงเจริญเติบโตเร็ว และให้ผลผลิตมากสม่ำเสมอ สะอาด มีคุณภาพดี ปลูกได้ต่อเนื่องตลอดปี สามารถปลูกพืชได้ในพื้นที่ไม่มีดิน หรือมีดินไม่เหมาะสมต่อการปลูกพืช การใช้น้ำใช้ปุ๋ยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้แรงงานน้อยผู้หญิง เด็ก คนชรา คนพิการสามารถทำได้ การควบคุมโรค แมลงศัตรูพืชทำให้ง่ายกว่า ข้อเสียมักจะเป็นเรื่องการลงทุนในระยะแรก มีการลงทุนสูงถ้าเลือกใช้ระบบการปลูกที่มีความซับซ้อน ทำให้ผลผลิตที่ได้มีราคาแพง (โสระยา ร่วมรังษี 2544, 7-8)

วิธีการปลูกพืชแบบไม่ใช้ดิน  ทำได้  ลักษณะดังนี้

1. ใช้ระบบปั๊มอากาศ วิธีการนี้สะดวกง่ายและไม่ต้องห่วงว่าระบบรากพืชจะขาดออกซิเจน  เพราะถ้าระบบรากพืชขาดออกซิเจนจะเกิดอาการเหลืองที่ใบและผลร่วง  พืชจะได้รับความเสียหาย  พืชผักที่เหมาะสมปลูกในระบบแบบนี้ได้แก่  มะเขือเทศ  แตง  ผักกินใบทุกชนิด ฯลฯ
2. ไม่ใช้ระบบปั๊มอากาศ  แต่ผู้ปลูกต้องมีทักษะ  ควรปรับลดระดับสารละลายธาตุอาหารที่ใช้เลี้ยงระบบรากพืช  เมื่อพืชผักโตขึ้นต้องปรับลดระดับของสารละลายให้เกิดสภาพระบบรากพืชไม่จมแช่อยู่ในสารละลายทั้งหมด  มีบางส่วนของช่วงระหว่างโคนลำต้นของพืชกับระบบรากมีช่องว่างสัมผัสอากาศได้บ้าง  พืชผักที่ปลูกได้ผลในระบบนี้ในประเทศไทย  เช่น  คื่นฉ่าย  ผักบุ้งจีน ฯลฯ

อุปกรณ์สำหรับใช้ในการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน

1.  กระบะเพาะกล้า  มีไว้เพื่อบรรจุน้ำ  หรือสารละลายธาตุอาหาร  ระหว่างการเพาะต้นกล้า (กระบะเพาะกล้าไม่จำเป็นต้องลึกมาก)
2.  วัสดุปลูก  มีไว้เพื่อเป็นเครื่องค้ำยันต้นพืช  ซึ่งต้องมีความสามารถในการดูดซับการละลายธาตุอาหารให้ต้นพืชสามารถนำไปใช้ได้ดีพร้อมกับมีความพรุน  ไม่ยุบตัวง่าย  สามารถรักษาความชื้น  และอุณหภูมิพืชให้คงที่ได้ วัสดุที่นิยมใช้ได้แก่ เพอร์ไลท์ (perlite) เวอร์มิคูไลท์ (vermiculite) และไฮโดรตรอน (Hygrotron) แต่ถ้าสามารถหาวัสดุในท้องถิ่นมาใช้ได้ก็อาจใช้ทรายหยาบ  หรือฟองน้ำมาแทนก็ได้
3.  ถ้วยปลูก  ใช้สำหรับบรรจุวัสดุปลูกเพื่อให้ต้นพืชเจริญเติบโตขึ้นมา  ถ้าใช้ระบบ  Substrate  ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ถ้วยปลูก  แต่ต้องหากระบะปลูกหรือภาชนะปลูกมาแทน
4.  ระบบรางปลูก  ทำหน้าที่ให้สารละลายธาตุอาหารพืชไหลผ่านรากพืช  ทำให้รากพืชสามารถได้รับธาตุอาหารและสามารถเจริญเติบโตได้จนกว่าจะเก็บผลผลิต  ระบบรางปลูกประกอบด้วยโต๊ะวางราง  ท่อส่งสารละลายธาตุอาหาร  รางปลูก  ถังใส่สารละลายธาตุอาหาร  ปั๊มสูบน้ำ
5.  เมล็ดพันธุ์  ซึ่งอาจเป็นพืชตระกูลสลัด  ตระกูลแตง  มะเขือเทศ  พริกหวาน  แคนตาลูป  สตอเบอรี่  ก็ได้
6.  สารละลายธาตุอาหาร และ  ซึ่งประกอบด้วยธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช
7.  อุปกรณ์ตรวจวัดความเหมาะสมของสารละลายธาตุอาหารได้แก่   pH – meter ,  EC – meter (เครื่องตรวจวัดความเข้มข้นสารละลายธาตุอาหาร)
8.  กรดไนตริก HNO3  หรือฟอสฟอริก  เพื่อใช้ปรับค่าความเป็นกรดเป็นด่าง ( pH ) ของสารละลายธาตุอาหาร
(Aggie,28…Taulek2000@hotmail.com 2543, 44)
อย่างไรก็ตาม จะเลือกใช้วัสดุชนิดใดต้องคำนึงถึง คุณภาพ ราคา หาได้ง่ายในท้องถิ่นหรือไม่ และเหมาะสมกับระบบการปลูกพืชที่จะเลือกใช้หรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพ เมื่อเราจะใช้วัสดุปลูกแทนดิน วัสดุที่ใช้ก็จะต้องมีคุณสมบัติทดแทนดินได้ เช่น มีขนาดที่เหมาะสม ไม่เล็ก หรือใหญ่เกินไป มีความพรุนสามารถอุ้มน้ำได้พอควร ขณะเดียวกันต้องระบายน้ำได้ดีเพื่อให้มีช่องว่างอากาศ มีความเป็นกลางไม่เป็นกรดหรือด่างมากเกินไป และไม่เป็นพิษต่อพืช

สูตรอาหารสำหรับใช้เลี้ยงพืชผัก

สูตร 
สต๊อค  A  ประกอบด้วย
แคลเซียม
ไนเตรด 80.9 กรัม/น้ำ 100 ลิตร
สต๊อค  B  ประกอบด้วย
โปแตสเซียม
ซัลเฟต 55.4 กรัม
โปแตสเซียม ฟอสเฟต
17.7 กรัม
แมกนีเซียม ฟอสเฟต
9.9 กรัม
แมกนีเซียม ซัลเฟต
46.2 กรัม
เหล็ก
(ซีเลตติ้ง) 3.27 กรัม
แมงกานีส ซัลเฟต
0.02 กรัม
กรดบอริค
0.173 กรัม
ซิงค์ ซัลเฟต
0.044 กรัม
แอมโมเนีย
โมดิบเดท 0.005 กรัม

สูตร 
สต๊อค 
A
  ประกอบด้วย
แคลเซียม
ไนเตรด 2.5 กิโลกรัม/น้ำ  25  ลิตร
สต๊อค  B  ประกอบด้วย
โปแตสเซียม ไนเตรด
1.5 กิโลกรัม
โมโนโปแตสเซียม ฟอสเฟต
0.5 กิโลกรัม
แมกนีเซียม ซัลเฟต
1.3 กิโลกรัม
สารละลาย  NZHYDROPPNIC 0.1 กิโลกรัม
อนึ่งสูตรอาหารนอกจากนี้มีหลากหลายสูตร  เช่น  สูตรของ  Knop   สูตรของประเทศอังกฤษ  อเมริกา  ออสเตรเลีย  ผู้สนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมจากเอกสารทางวิชาการด้านการปลูกพืชแบบไม่ใช้ดิน

ขั้นตอนการปลูกแบบไม่ใช้ดินมีวิธีการดังต่อไปนี้

1.  เพาะเมล็ดพืชบนฟองน้ำตัดเป็นชิ้นเล็กๆ โดยแช่ฟองน้ำอยู่ในน้ำธรรมดา 4–5 วัน  เมื่อเมล็ดเริ่มงอก
2.  ย้ายชิ้นฟองน้ำเล็กๆ มาลงปลูกในถ้วยปลูกเรียงอยู่ในรางหรือกระบะปลูกที่มีสารละลายธาตุอาหารปล่อยผ่านระบบปั๊มอากาศหมุนเวียนตลอดเวลา
3.  สารละลายธาตุอาหารที่ใช้รดกล้าหรือใช้ปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิค   เตรียมมาจากสต๊อคสารละลาย  และสารละลาย  เจือจางในน้ำสะอาด  โดยค่อย ๆ ปรับแต่งสัดส่วนธาตุอาหาร  โดยใช้เครื่องมือ  SALIMETER  เช็คให้มีค่าความเป็นเกลือของธาตุอาหารอยู่ที่ระดับค่า  สำหรับใช้ปลูกผักกินใบ  ประเภท  ผักสลัดหรือผักกาดหอม  หรือค่าความเป็นเกลือของธาตุอาหารอยู่ที่ระดับ  15  สำหรับผักกินใบหรือกินผล  เช่น  คะน้า  กวางตุ้ง  กระเพรา  โหระพา  มะเขือเทศ  หรือ  แตงกวา
4.  เมื่อต้นกล้าเจริญเติบโตมีอายุ  10 – 15 วัน  จึงย้ายถ้วยปลูกมาใส่ในรางปลูกแบบ
ไฮโดรโปนิค  ระยะกล้าเจริญเติบโตเป็นต้นที่สมบูรณ์
5.  เมื่อเรียงถ้วยปลูกในรางปลูกแบบไฮโดรโปนิคเรียบร้อยแล้ว  ต่อระบบรางเข้ากับวาล์วก๊อกน้ำและมีปั๊มน้ำซึ่งต่อระบบรางปลูกกับถังใส่สารละลายปุ๋ยที่มีค่าความเข้มข้นของความเป็นเกลือของธาตุ ตามรายละเอียดข้อ เมื่อติดตั้งระบบเรียบร้อยให้ทำการเปิดสวิตซ์ไฟฟ้า  เพื่อปั๊มธาตุอาหารให้ไหลเวียนไปตามรางปลูก
6.  ระบบรางปลูกแบบไฮโดรโปนิคสามารถปลูกโดยใช้ร่วมกับเลี้ยงพืชในโรงเรือน หรือปลูกแบบกลางแจ้งก็ได้ (ในกรณีที่ปลูกในโรงเรือน  สามารถป้องกันแมลงศัตรูพืชได้ด้วยก็จะเป็นการงดการฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช)
7.  ควรหมั่นตรวจสอบค่าความเป็นเกลือของสารละลายธาตุอาหารทุกวัน  รวมทั้งเช็คระบบการไหลเวียนของสารละลายธาตุอาหารเพื่อให้เกิดสมดุลย์ในระบบการปลูกพืชให้คงที่  พืชผักจะเจริญเติบโตได้รวดเร็ว
8.  เมื่อพืชผักเจริญเติบโตเต็มที่สามารถเก็บเกี่ยวมาใช้บริโภคหรือจำหน่ายเป็นธุรกิจได้  โดยเฉลี่ยการปลูกโดยวิธีแบบไม่ใช้ดินอายุการเก็บเกี่ยวพืชผักแบบนี้จะเร็วกว่าปลูกในดิน 7–10 วัน9.  การเก็บเกี่ยวถ้าเป็นผักสดกินใบเมื่อถอนออกมาจากรางปลูก  นำมาตัดโคนต้นออกจากถ้วยปลูกนำไปล้างน้ำสะอาด 2 – 3 ครั้ง นำไปใช้บริโภคหรือประกอบอาหารได้
10. ข้อดีอีกประการหนึ่งของการปลูกแบบไฮโดรโปนิค  สามารถปลูกจำนวนต้นได้มากเพิ่มจำนวนต้นขึ้นในลักษณะแบบแถวชิด  ไม่เปลืองเนื้อที่  เพราะระบบรากพืชจะไม่แผ่กว้างเหมือนในดิน  และผู้บริโภคมั่นใจว่าปลอดภัยด้วย  เพราะพืชผักจะมีสมดุลย์ในตัวเองในการดูดธาตุอาหารเข้าไป  จึงไม่ต้องกลัวปัญหาว่าธาตุอาหารของปุ๋ยในสารละลายตกค้างมากเกินไป (กลุ่มพืชผัก กองส่งเสริมพืชสวน กรมส่งเสริมการเกษตร)

วิเคราะห์การตลาด Hydropronics
ของบริษัท เฟรชไฮโดร์ฟาร์ม (2000)จำกัด

ผักจากการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน (Hydropronics) ในประเทศไทยรู้จักกันมาประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา โดยการนำเข้ามาจากต่างประเทศเพื่อการบริโภคเป็นการส่วนตัวของชนชั้นสูง (Highso) เนื่องจากทนต่อความลำบากที่จะต้องบินไปบริโภคถึงต่างประเทศไม่ไหว เมื่อคิดต้นทุนแล้วสั่งนำเข้ามาจะดีกว่า ถึงแม้ว่าจะมีราคาสูงถึง กิโลกรัมละ 350 บาท ในขณะที่ผักกาดหอมของประเทศเรา กิโลกรัมละประมาณ 15 บาท แต่ความรู้สึกของผู้บริโภคต่างกัน ซึ่งได้บริโภคของนอกที่สะอาด มีคุณภาพสูงและได้ความมีหน้ามีตาในสังคมชั้นสูง จึงได้รับความนิยมต่อเนื่องเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนประมาณ 2 ปีต่อมาก็มีผู้บุกเบิกนำระบบการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดินเข้ามาปลูกที่อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี  แต่เนื่องจากขาดความรู้อย่างแท้จริง ไม่มีความชำนาญ และลงทุนเกินตัวเกินไป ทำให้ผลผลิตออกมาไม่คุณภาพ ซึ่งจำหน่ายไม่ได้ราคาเท่าที่ควร ผู้ผลิตรายนั้นจึงเลิกทำไป จนเมื่อประมาณปี พ.. 2541 บริษัท เฟรชไฮโดร์ฟาร์ม (2000)จำกัด จังหวัดนนทบุรี ได้ศึกษาและทำฟาร์ม Hydropronics อย่างจริงจัง ซึ่งทางบริษัทฯ มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ  และมีความเชี่ยวชาญในการผลิตผัก Hydropronics  นำโดยคุณชาญชัย จันทร์โท เจ้าของและผู้จัดการฟาร์ม ได้ผลิตผัก Hydropronicsที่ได้คุณภาพและตรงความต้องการของตลาด ซึ่งผักที่นิยมปลูกแบบ Hydropronics นั้นในระยะแรกส่วนมากจะเป็นผักทำสลัด ซึ่งเราเรียกกันผิดๆจนติดปากว่า “ผักสลัด” แต่ตามความเป็นจริงนั้น สลัด (Salad) คืออาหารที่ทำจากผัก หรือผลไม้สดๆ เช่นผักกาดหอม หอมหัวใหญ่ มะเขือเทศ แตงกวา พริกหวาน แอปเปิ้ล ฯ  แม้แต่ส้มตำ ก็ยังเรียกว่า Salad papaya เป็นต้น ซึ่งผลผลิตที่ทางบริษัทฯนี้ผลิตได้เป็นผักสลัดในตระกูล Letuca Sativa L. เช่น พันธุ์ Green Oak , Red Oak , Red Collor , Mizuna , Mibuna , Better head เป็นต้น โดยราคาส่งขายผักสลัดที่ฟาร์ม กิโลกรัมละ 70-90 บาท (รวมใบ , ต้น  , ราก และวัสดุปลูก) แต่เมื่อนำไปขายใน Supermarket ตามห้างสรรพสินค้า จะได้ราคากิโลกรัมละ 180-200 บาท (เฉพาะใบและต้นในPack) ซึ่งอาจจะรู้สึกว่าราคาผัก Hydropronics ต่ำลงจากแรกที่นำเข้าเกือบ 50 % และจะต่ำลงไปเรื่อยๆก็ตามในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน แต่ความเป็นจริงแล้ว ผัก Hydropronics ที่ควบคุมคุณภาพได้ตามความต้องการของผู้บริโภค จะสามารถกำหนดราคา และตั้งราคาได้เองจากบริษัทผู้ผลิต ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ ผัก Hydropronics สามารถกำหนดราคาได้ มีดังนี้
1.  ค่อนข้างเป็นการเป็นการค้าแบบผูกขาด ถึงแม้ว่าจะมีบริษัทที่ผลิตได้คุณภาพดีหลายบริษัท แต่ลูกค้าของแต่ละฟาร์มไม่ซ้อนทับกัน เนื่องจากผู้ผลิตแต่ละบริษัท(รอบกรุงเทพฯ) มีการตกลงและวางราคาเท่ากันทั้งหมดทุกบริษัท แต่ก็จะมีฟาร์มต่างจังหวัดเป็นคู่แข็งที่ขายตัดราคา คือ ขายราคาต่ำกว่า เพราะคุณภาพยังไม่เทียบเท่า
2.  การวางตำแหน่งของสินค้า เนื่องจากผัก Hydropronics รู้จักครั้งแรกในกลุ่มของชนชั้นสูง ถึงแม้อาจจะดูว่าเป็นชนกลุ่มน้อยในสังคม แต่กำลังการซื้อของคนกลุ่มนี้มีไม่จำกัด และขยายวงกว้างออกไปได้เรื่อยๆ เพราะเป็นค่านิยมในการบริโภคที่ต้องการผักสะอาด ปลอดสารพิษ มีคุณภาพสูง แม้ว่าจะมีราคาแพงกว่าผักทั่วๆไปก็ตาม
ในอนาคตคงจะมีผู้ผลิตผัก Hydropronics เพิ่มมากขึ้น แต่การผลิตให้ได้คุณภาพดีนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากHydropronics ไม่ใช้การทำการเกษตรที่พึ่งพาธรรมชาติ แต่เป็นการทำการเกษตรที่พึ่งพาความรู้ ความสามารถ ความชำนาญ และการเอาใจใส่ จึงมีน้อยคนที่จะทำแล้วประสบความสำเร็จ ซึ่งส่วนใหญ่ผลผลิตที่ได้นั้น คุณภาพกับปริมาณจะสวนทางกัน คือ
1.
  ผลผลิตมีคุณภาพ แต่ปริมาณผลผลิตน้อยไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด
2.  ผลผลิตมีปริมาณมาก แต่ดูแลไม่ทั่วถึงจึงได้ของไม่มีคุณภาพ
ปัจจุบันเกษตรกรในประเทศไทยจะอยู่ในกรณีที่
1 ส่วนในกรณีที่ 2 จะเป็นผู้ผลิตที่ใหญ่เกินตัว แล้วเลิกกิจการไปแล้ว ในปีที่ผ่านมา พ.. 2543 ยังไม่มีผู้ผลิตที่เกิดขึ้นมาใหม่  ดังนั้น การผลิตผัก Hydropronics จึงยังมีหนทางที่สดใส เหมาะสำหรับเกษตรกรที่ใฝ่รู้ ขยัน และเอาใจใส่ที่จะทำอย่างจริงจัง เพราะการทำงานทุกอย่างจะสำเร็จได้ก็ด้วยความตั้งใจ (ชาญชัย จันทร์โท, 2544)

เอกสารอ้างอิง

กรมส่งเสริมการเกษตร กองส่งเสริมพืชสวน กลุ่มพืชผัก.
ชาญชัย จันทร์โท. ผู้จัดการบริษัท เฟรชไฮโดร์ฟาร์ม(2000)จำกัด. 2544. สัมภาษณ์โดยร้อยเอกหญิงดลฤดี ลาภบำรุงวงศ์, 31 มีนาคม.

วารสารส่งเสริมการเกษตร 32, 156(มกราคม): 20-21.
โสระยา ร่วมรังษี. 2544. การผลิตพืชสวนแบบไม่ใช้ดิน. กรุงเทพ: โอเดียนสโตร์.

Aggie,28…Tualek2000@hotmail.com. 2543. การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน. วารสารการสัตว์ 17, 2(กรกฎาคม-ธันวาคม): 44-47.

Ksc-Wimol Internet Branch. 1999 (April, 01). Hydropronics [Online]. Available URL: http://Support@mail.Wimol. ac. th.

 


hydroponics
 


hydroponics
 


hydroponics
 


hydroponics
 


hydroponics
 


hydroponics
 


hydroponics
 


hydroponics
 


hydroponics
 

ที่มา http://www.rta.mi.th/15820u/technical/interest5.htm