การดำรงชีพอย่างยั่งยืน (sustainable livelihoods)
สำราญ สะรุโณ
1. เกษตรกรรายย่อย
เกษตรกรรายย่อย
(small farmers) หมายถึง
ประชากรชนบทซึ่งมีทรัพยากรน้อยมาตรฐานการเป็นอยู่ต่ำ ยากจน
ได้รับบริการจากรัฐไม่ทั่วถึง ผลิตเพื่อยังชีพ ปลูกพืช/ประมง/เลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพหลัก ทำการเกษตรไม่ก้าวหน้า รายได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประชาชาติ
หรือต่ำกว่าเส้นยากจน มีพื้นที่น้อย
ถือครองเป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็ก
ความอยู่รอดขึ้นกับการเกษตร ใช้แรงงานครอบครัวเป็นฤดูกาล (Dillon
and Hardaker,1980 และ FAO,1978)
การดำรงชีพ (livelihoods) หมายถึง งาน กิจกรรม (activities) ความสามารถ(capabilities) ทรัพย์สิน (assets) ทั้งเป็นวัตถุและส่วนประกอบในสังคมซึ่งมนุษย์ทำเพื่อการมีชีวิตอยู่
การดำรงชีพอย่างยั่งยืน (sustainable livelihoods) หมายถึง การแสดงออกถึงศักยภาพในการต่อสู้หรือรับมือกับความตึงเครียดหรือผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยดำรงประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ หรือ ความมั่นคงของระบบนิเวศน์ ทรัพยากรธรรมชาติ และความเสมอภาคในสังคม ซึ่งเป็นการใช้โอกาสการดำรงชีวิตของคนกลุ่มหนึ่งโดยไม่รุกรานคนอีกกลุ่มหนึ่งทั้งในปัจจุบันหรืออนาคต หรืออีกนัยหนึ่งหมายถึงความสามารถของมนุษย์ที่จะมีชีวิตอยู่และปรับปรุงคุณภาพชีวิตที่ปราศจากการสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
การวัดความยั่งยืนของวิถีการดำรงชีวิต
· สามารถยืดหยุ่นได้เมื่อเกิดผลกระทบ
· ไม่ขึ้นกับการสนับสนุนจากภายนอก
· รักษาผลิตภาพของทรัพยากรไว้ได้นาน
· ไม่ทำลายวิถีการดำรงชีวิตผู้อื่นหรือสามารถประนีประนอมร่วมกันได้
· การก่อให้เกิดความยั่งยืนของการใช้สภาพแวดล้อม ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจของครัวเรือน สังคม และสถาบัน
การดำรงชีพเป็นระบบที่แสดงออกถึงความสัมพันธ์ของระบบย่อย
2 ระบบ ระหว่างระบบสังคมมนุษย์ กับ ระบบสิ่งแวดล้อม
ซึ่งสามารถอธิบายตามแนวความคิดด้านสังคมเชิงมนุษย์นิเวศวิทยา
(human ecology) กล่าวว่า เป็นองค์ประกอบของ 2
ระบบย่อย คือ ระบบนิเวศน์ ( ecosystem) และ ระบบสังคมมนุษย์ (human
social system) ความสัมพันธ์ของระบบทั้งสองระบบนี้จะเป็นระบบย่อยกึ่งอิสระ
(semi autonomous) ที่มีการกระทำต่อกันขององค์ประกอบต่างๆภายในระบบเอง
ในขณะเดียวกันระบบทั้งสองนี้จะมีความเกี่ยวข้องและส่งผลกระทบต่อกันเมื่อระบบหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลง
อีกระบบจะได้รับผลกระทบไปด้วย (สมยศ ทุ่งหว้า,2541) หรืออธิบายได้อีกแนวความคิดหนึ่งคือ แนวความคิดระบบนิเวศชุมชน (community
ecosystem) ที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่เป็นชุมชนกับทรัพยากร
โดยมนุษย์ใช้กระบวนการทางสังคมและวัฒนธรรม สร้างเป็นวิถีชีวิต
และถ่ายทอดออกมาสู่รุ่นหลังต่อไปอย่างเป็นระบบ มนุษย์มีระบบเช่น ระบบเกษตร
มาใช้ในการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมเพื่อการผลิต ขณะเดียวกันระบบการผลิตนี้ได้หล่อหลอมเป็นวิถีชีวิตให้แก่ชุมชนด้วย จนกลายเป็นแบบแผนการปฏิบัติและวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดสู่คนรุ่นหลังต่อไปโดยทางการศึกษาเรียนรู้
(โอภาส ปัญญา ,2543)
3. แนวความคิดการดำรงชีพอย่างยั่งยืน
(sustainable livelihoods)
การดำรงชีพอย่างยั่งยืน (sustainable livelihoods) มาศึกษากระบวนการปรับปรุงการผลิตของเกษตรกร โดยแนวทางการศึกษาการดำรงชีพอย่างยั่งยืนนี้ นำเสนอโดย Department for international development ใน The 1997 UK government white paper on international development committed แนวคิดนี้ช่วยให้เพิ่มความเข้าใจในธรรมชาติของความยากจนได้ดีขึ้น และมีเป้าหมายที่จะนำไปใช้เป็นเครื่องมือการทำงานพัฒนาเพื่อลดความยากจนของประชากรโลกให้ได้ครึ่งหนึ่งจาก 850 ล้านคน ภายในปี 2015 ภายใต้การพัฒนาจากหน่วยงานนานาชาติหลายหน่วยงานเช่น Food and Agriculture Organization of the United Nations (FAO), International Fund for Agricultural Development (IFAD), United Nations Development Programme (UNDP) และ World Food Programme (WFP) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานหลักที่ใช้แนวทางนี้ในการทำงานคือ Department for International Development (DFID) (http://www.fao.org)
แนวทางการดำรงชีพอย่างยั่งยืน (sustainable livelihoods approach) มีวัตถุประสงค์ที่จะทำความเข้าใจ การทำการเกษตร และระบบการดำรงชีวิต ซึ่งเป็นการสนับสนุนโอกาสในการปรับปรุงเพื่อลดความยากจน การทำความเข้าใจการดำรงชีพอย่างยั่งยืน อาศัยแนวความคิดหลัก 6 ประการ ดังนี้ (http://www.undp.org/sl)
3.1 คนเป็นสำคัญ (people-centered) เริ่มจากการวิเคราะห์การดำรงชีวิตของเกษตรกรและวิธีการเปลี่ยน แปลงเมื่อเวลาผ่านไป ผลกระทบจากการเปลี่ยนนโยบาย การจัดองค์กร ที่เกิดกับคน การถือครอง และมิติของความยากจน และทำงานเพื่อนำไปสู่เป้าหมาย เน้นความสำคัญของอิทธิพลด้านนโยบายและการจัดการสถาบันที่เกี่ยวกับวาระของความยากจน ทำงานสนับสนุนคนเพื่อนำไปสู่เป้าหมายของการดำรงชีวิต ซึ่งเชื่อว่าความยากจนจะลดลงหากการสนับสนุนจากภายนอกทำงานสอดคล้องกับแนวทางของวิถีการดำรงชีวิต สภาพแวดล้อมทางสังคม และความสามารถในการปรับใช้
3.2 องค์รวม (holistic) ทุกสิ่งทุกอย่างมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันไม่แยกส่วน ตามลักษณะภูมิศาสตร์ และกลุ่มสังคม สำนึกในอิทธิพลหลากหลายที่มีต่อมนุษย์ ค้นหาทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างอิทธิพลเหล่านี้และผลกระทบที่เชื่อมโยงกับการดำเนินชีวิต สำนึกในหน้าที่ที่หลากหลาย ยอมรับวิถีที่หลากหลายของการดำรงชีวิต ค้นหาเพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่หลากหลายของการดำรงชีวิต
3.3 พลวัต (dynamic) ค้นหาเพื่อทำความเข้าใจและเรียนรู้จากการเปลี่ยนแปลง
เพื่อที่จะสามารถสนับสนุนผลทางบวก บรรเทาผลทางลบ ที่จะเกิดขึ้นจากผลกระทบภายนอก
3.5 เชื่อมโยงมหภาคและจุลภาค (macro-micro links) แนวทางการศึกษาการดำรงชีพอย่างยั่งยืน
ต้องการที่จะเป็นจุดเชื่อมช่องว่างระหว่างระดับนโยบาย สถาบัน
ถึงระดับชุมชนและรายบุคคล
3.6 ความยั่งยืน (sustainability) เป็นการประเมินความยั่งยืนจาก 4 องค์ประกอบหลักคือ สภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และสถาบัน
4. กรอบการทำงานตามแนวคิดการดำรงชีพอย่างยั่งยืน
(sustainable
livelihood framework)
การศึกษาการดำรงชีพอย่างยั่งยืนเป็นการศึกษาความสัมพันธ์ขององค์ประกอบ
5
ประการที่จะนำไปสู่เป้าหมายในการดำรงชีพของเกษตรกรคือ
4.1 องค์ประกอบด้านบริบทของความอ่อนแอและไม่แน่นอน (vulnerability context) เป็นภาวะที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบโดยตรงต่อทรัพย์สิน
และผลลัพธ์จากวิถีการดำเนินชีวิต ได้แก่
ภาวะที่เกิดผลกระทบอย่างทันทีทันใดและรุนแรง
(shocks) ส่งผลเสียหายต่อการดำรงชีพ โดยเฉพาะในองค์ประกอบของทรัพย์สิน
เช่น ภัยธรรมชาติ การขาดเงินใช้จ่าย
ความขัดแย้งในสังคม ปัญหาสุขภาพมนุษย์ พืช สัตว์
แนวโน้ม
(trends)
ภาวะแนวโน้มของการเคลื่อนไหวของปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อวิถีการดำรงชีพ
เช่น แนวโน้มประชากร ทรัพยากร
เศรษฐกิจ รัฐบาล นโยบาย และเทคโนโลยี
การเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล (seasonality) ได้แก่ วัฏจักรต่างๆ เช่น วัฏจักรราคา ผลผลิต สุขภาพ โอกาสการจ้างงาน เป็นต้น
4.2 ทรัพย์สินในการดำรงชีพ (livelihoods
assets)
เป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญ
หรืออีกนัยหนึ่งคือเป็นต้นทุนที่เกษตรกรนำมาใช้ในกระบวนการดำรงชีพ
ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการเกิดผลลัพธ์
มีผลต่อโอกาสการเลือกวิถีการดำรงชีพ ได้รับอิทธิพลโดยตรงจากบริบทความอ่อนแอ
และการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างและสถาบัน ได้แก่
ต้นทุนมนุษย์
(human capital) หมายถึง ทักษะ ความรู้ ความสามารถด้านแรงงาน
คุณภาพแรงงาน ศักยภาพการเป็นผู้นำ และความมีสุขภาพดี
ต้นทุนธรรมชาติ
(natural capital) หมายถึง ดิน น้ำ อากาศ ป่าไม้
ความหลากหลายทางชีวภาพ
ต้นทุนการเงิน (financial capital) หมายถึง เงินสะสมที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ และเงินไหลเวียน
ต้นทุนกายภาพ (physical capital) หมายถึง สิ่งอำนวยความสะดวก และวัสดุที่ใช้ในการผลิต
ต้นทุนสังคม (social capital) หมายถึง
กลุ่ม เครือข่าย ประชาสังคม การเป็นสมาชิก ความสัมพันธ์ หน้าที่ในสังคม
และภาวะการเป็นผู้นำ
4.3 การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างและกระบวนการ
(transforming structures and processes)
เป็นองค์ประกอบที่มีผลกระทบโดยตรงที่ทำให้เกิดความอ่อนแอในกระบวนการ
และส่งผลต่อการเลือกวิถีการดำรงชีพ มีส่วนประกอบย่อย 2
ส่วนคือ
โครงสร้าง
(structures) มี 2
ระดับคือระดับสาธารณะ และระดับเอกชน เช่น รัฐบาล องค์กร ประชาสังคม
กระบวนการ
(processes) หมายถึง ส่วนขับเคลื่อนของโครงสร้าง
เช่น นโยบาย กฎหมาย ข้อกำหนด สถาบัน และวัฒนธรรม
4.4 ยุทธ์วิธีการดำรงชีพ (livelihoods strategies)
เป็นทางเลือก โอกาส ที่เกษตรกรใช้เป็นกลยุทธ์ในการดำเนินชีวิต
ซึ่งจะมีลักษณะของความหลากหลาย (diversity) ตามลักษณะพื้นที่
ภูมิประเทศ ที่ถือครอง และช่วงเวลา เป็นลักษณะที่เคลื่อนไหว (dynamic)
กระจายหลายสถานที่ ( straddling ) และเชื่อมโยง
(linkage)
4.5 ผลลัพธ์ (Livelihood outcome)
เป็นผลได้ที่เกิดจากการเลือกวิถีหรือยุทธ์วิธีในการดำเนินชีวิตซึ่งแสดงออกถึงการดำรงชีพอย่างยั่งยืน
ได้แก่ การมีรายได้เพิ่มขึ้น (more income)
การเพิ่มการเป็นอยู่ที่ดีขึ้น (increased well-being) การลดความอ่อนแอ (reduced vulnerability) การเพิ่มความมั่นคงด้านอาหาร
(improved food security) และการเกิดความยั่งยืนในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
(sustainable use of natural resource based) (ภาพ1)
จากภาพ 1
อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่างๆในระบบการดำรงชีพของเกษตรกรได้ว่า
ทรัพย์สิน (livelihoods assets) เป็นองค์ประกอบหลักอันดับแรกที่จำเป็นในการดำรงชีพ
หรืออีกนัยหนึ่งคือเป็นต้นทุนที่เกษตรกรนำมาใช้ในกระบวนการดำรงชีพ การเปลี่ยนแปลงฐานะของทรัพย์สินจะได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างและกระบวนการ
(transforming structures and processes) ซึ่งแสดงออกมาในลักษณะของบริบทความอ่อนแอ (vulnerability context) ที่เกิดขึ้น เช่น
การเปลี่ยนนโยบายทางเศรษฐกิจเป็นกระบวนการหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะแนวโน้มสินค้าต้นทุนการผลิตราคาสูงขึ้น
ทำให้เกษตรกรต้องใช้เงินลงทุนในการผลิตมากขึ้น
ส่งผลให้ฐานะทางการเงินของเกษตรกรลดต่ำลง
และมีผลต่อเนื่องไปยังโอกาสการเลือกกลยุทธ์การดำรงชีพ (livelihoods
strategies) หรือการเลือกวิธีการผลิตให้เหมาะสมกับผลกระทบที่เกิดขึ้น
หากเกษตรกรมีกลยุทธ์หรือมีการปรับปรุงการผลิตที่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ระบบก็จะยังคงให้ผลลัพธ์ (livelihood outcome) ในระดับที่สมดุลกับความต้องการ
และผลลัพธ์ที่ได้นี้จะส่งผลโดยตรงต่อระดับของทรัพย์สินที่เกษตรกรจะนำมาใช้เป็นต้นทุนในการดำรงชีพต่อไป

![]()



![]()





![]()
![]()
![]()
![]()
[Livelihoode assets :
H=human capital , N=natural capital, F=financial capital, P=physical
capital, S=social capital]
ภาพ1. กรอบการทำงานการดำรงชีพอย่างยั่งยืน (Sustainable livelihoods
framework)
5. แนวทางการนำไปใช้ประโยชน์
ประโยชน์ของการศึกษาการดำรงชีพอย่างยั่งยืนจะช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังต่อนี้
· เพื่อปรับปรุงวิธีการเข้าถึง คุณภาพที่สูงขึ้นของ การศึกษา ข่าวสาร เทคโนโลยีและการอบรม โภชนาการและสุขภาพที่ดีขึ้น
· เพิ่มการสนับสนุนและการรวมกันของสภาพแวดล้อมทางสังคม
· เพิ่มความมั่นคงในการเข้าถึงและการจัดการที่ดีกว่าด้านทรัพยากรธรรมชาติ
· เพิ่มความมั่นคงในการเข้าถึงทรัพยากรการเงิน
· การเข้าถึงที่ดีกว่าในสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน
· สภาพแวดล้อมของนโยบายและสถาบันสามารถสนับสนุนวิถีการดำรงชีวิตได้หลากหลายและมีความเสมอภาคในการแข่งขันด้านการตลาด
จากองค์ประกอบและแนวความคิด จะเห็นว่าเป็นแนวความคิดของการพัฒนาที่นำมาใช้ประโยชน์ได้กว้างขวาง ตั้งแต่ระดับมหภาคจนถึงระดับจุลภาค คือศึกษาได้ทั้งระดับประเทศตั้งแต่ระดับนโยบายรัฐบาลลงไปจนถึงระดับปฏิบัติการในไร่นา ประเด็นสำคัญที่ได้จากการศึกษาคือองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดความยากจนของประชากร ในการดำเนินงานต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของหลายฝ่ายตามระดับของการศึกษาวิเคราะห์ แนวทางการศึกษาใช้ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ(quantitative) และเชิงคุณภาพ(qualitative)
ตัวอย่างเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เช่น Environmental checklists, Gender analysis, Governance assessment, Institutional appraisal, Macro-economic analysis, Market analysis, Participatory poverty assessment techniques,Risk assessment, Stakeholder analysis,Strategic conflict assessment (SCA), Strategic environmental assessment (SEA) ZOOP ,SWORT,PRA,RRA ,SURVEY(Secondary data, Key informants Individual and household case studies, Participatory methods)
ผลการใช้ SL ในกรณีศึกษาต่างๆ
|
ประเทศ |
โครงการ |
ประเด็นการค้นพบ |
|
บังคลาเทศ |
การจัดการศัตรูพืชอย่างผสมผสาน |
ความเข็มแข็งของสถาบันชุมชน |
|
โปลิเวีย |
การจัดการลุ่มน้ำ |
การมีส่วนร่วม การวางแผนพัฒนาชุมชน |
|
เอธิโอเปีย |
อนุรักษ์ดินและน้ำ |
แนวทางการมีส่วนร่วม ความเข้มแข็งของชุมชน |
|
ฮอนดูรัส |
เกษตรยั่งยืนพื้นที่เชิงเขา |
ความเข้มแข็งของชุมชน สุขภาพ การศึกษา นโยบาย |
|
มาลาวี |
ความมั่นคงด้านอาหาร การพัฒนากิจการ การจ้างงาน การจัดการทรัพยากร |
ความร่วมมือ การวิเคราะห์ความยากจน การมีส่วนร่วม การติดต่อสื่อสาร |
|
มาลิ |
การผลิตอาหาร สินเชื่อ |
ความเข้มแข็งชุมชน สุขภาพ สินเชื่อและการออม |
6. แนวทาง SL กับการพัฒนาการดำรงชีพอย่างยั่งยืนในชนบท
จากแนวคิดที่ว่า แนวทางการดำรงชีพ(livelihoods approach) เป็นการทำงานกับคน สนับสนุนคนให้สร้างบนความเข้มแข็ง และความเชื่อในศักยภาพของตน แม้ขณะที่บางครั้งอาจได้รับผลจากนโยบาย สถาบัน หรือภาวะผลกระทบอย่างทันทีทันใด แนวคิดในการพัฒนาชนบทโดยใช้หลักของการดำรงชีพอย่างยั่งยืนนี้ อาศัยบทเรียนการพัฒนาในอดีต ให้ความสำคัญเรื่องความมั่งคงด้านอาหารซึ่งจะต้องพัฒนาให้มีผลิตภาพเพิ่มขึ้น ตระหนักถึงความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมที่ยังเป็นปัญหาที่ต้องจัดการให้เกิดความยั่งยืนอย่างมีส่วนร่วม
การพัฒนาเป็นการเชื่อมแนวคิดของ ชนบท และ เกษตร ในมุมมองของการลดความยากจนอย่างยั่งยืน ซึ่งรายละเอียดการวิเคราะห์ประกอบด้วย
1. เนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตของชาวชนบท รวมทั้งผลของผลกระทบจากภายนอก
2. ทรัพย์สินและความสามารถในการใช้เพื่อการผลิต
3. สถาบัน องค์กร และนโยบาย ที่มีผลในการกำหนดการดำรงชีพ
4. ความแตกต่างของยุทธวิธีที่จะนำไปสู่เป้าหมาย
การนำแนวทางการดำรงชีพอย่างยั่งยืน(SL)ไปใช้ในงานพัฒนาชนบทเมื่อเปรียบเทียบกับแนวทางการพัฒนาชนบทแบบผสมผสาน (Integrated rural development:IRD) พบว่ามีบางส่วนที่คล้ายกันแต่แนวทาง SL มีความชัดเจนในเรื่องของความยั่งยืนมากขึ้น
|
รายการ |
Integrated Rural Development |
Sustainable Livelihoods |
|
จุดเริ่มต้น |
โครงสร้าง พื้นที่ |
คน และความเข้มแข็งและข้อจำกัด |
|
แนวความคิดความยากจน |
องค์รวม หลายมิติ การแนะนำร่วม |
หลายมิติ ซับซ้อน เสี่ยง และแปรปรวน |
|
การวิเคราะห์ปัญหา |
ภายใต้แผน ระยะสั้น |
อยู่ในกระบวนการ |
|
ขอบเขต การแยกส่วน |
หลายส่วน หนึ่งแผน ส่วนแยกจัดตั้งตั้งแต่ระยะแรก |
หลายมิติ หลายแผน ส่วนค่อยๆแยกตามโครงการ |
|
ระดับดำเนินการ |
ท้องถิ่น พื้นที่เป็นหลัก |
เชื่อมโยงทั้งนโยบาย พื้นที่ |
|
หน่วยงานร่วมมือ |
ระดับชาติและท้องถิ่น
|
ท้องถิ่น รัฐบาล องค์กรเอกชน ประชาคมส่วนบุคคล |
|
การจัดการโครงสร้างโครงการ |
มอบให้หน่วยจัดการโครงการ จากภายนอกถึงรัฐบาล |
ผู้ร่วมในองค์กร |
|
ความร่วมมือระหว่างส่วนต่างๆ |
ผสมผสานโดยผู้รับมอบหมาย
|
ร่วมแลกเปลี่ยน |
|
บริบทความยั่งยืน |
ไม่มีการพิจารณา |
หลายมิติ เป็นประเด็นหลัก |
7. กรณีการปรับใช้แนวความคิดการดำรงชีพอย่างยั่งยืน ในงานวิจัยการและพัฒนาการเกษตร
กระบวนการปรับปรุงการผลิตเพื่อการดำรงชีพอย่างยั่งยืนของเกษตรกรที่ทำนา
เป็นอาชีพหลัก พื้นที่บ้านพรวน ตำบลท่าหิน อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา
.................................................
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาทำความเข้าใจระบบการผลิต กระบวนการในการปรับปรุงการผลิตและปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการปรับปรุงการผลิตที่นำไปสู่การดำรงชีพอย่างยั่งยืนของเกษตรกรที่ทำนาเป็นอาชีพหลัก โดยใช้แนวความคิดการดำรงชีพอย่างยั่งยืน (sustainable livelihoods)เป็นกรอบความคิดหลัก การศึกษาใช้วิธีการเก็บข้อมูลจากการสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม และการสัมภาษณ์ตามแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและมีโครงสร้างจากตัวอย่างเกษตรกรจำนวน 50 ราย
ผลการวิจัยพบว่า ดั้งเดิมเกษตรกรใช้ยุทธ์วิธีการดำรงชีพ ด้วยการผลิตการเกษตรขนาดเล็กและหลากหลาย มีกิจกรรมการผลิตการเกษตรเฉลี่ย 5-6 กิจกรรม กระบวนการปรับปรุงการผลิตเกิดขึ้นโดยมีลำดับขั้นตอนคือ ระบบการผลิตได้รับผลกระทบ เกษตรกรเลือกยุทธ์วิธีการปรับปรุง การปรับปรุงการผลิต ประเมินผลการปรับปรุงการผลิต และดำเนินการผลิตตามระบบใหม่ โดยปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อระบบการผลิตมีทั้งปัจจัยทางลบและทางบวก ทำให้ระบบการผลิตเสียหายหรือจำเป็นต้องปรับปรุงการผลิตเพื่อให้เกิดความเหมาะสม คือ ปัจจัยด้านบริบทของความอ่อนแอและไม่แน่นอน (vulnerability context) ได้แก่ การเกิดภาวะน้ำท่วม ฝนแล้ง การเกิดโรคระบาดสัตว์เลี้ยงหรือศัตรูพืช ความจำเป็นต้องใช้หนี้ตามระยะเวลาที่กำหนด ลักษณะความเคลื่อนไหวและแนวโน้มของราคาและผลผลิต การแพร่กระจายของเทคโนโลยี การพัฒนาความเจริญของเมือง ตลอดจนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ปัจจัยการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างและกระบวนการ (transforming structures &processes) ได้แก่การดำเนินโครงการส่งเสริมการเกษตร การรวมกลุ่มเกษตรกร ศักยภาพผู้นำและการเปลี่ยนผู้นำเกษตร และการบังคับกฎหมายสรรพสามิต
นอกจากผลกระทบที่มีต่อระบบการผลิตแล้ว ยังทำให้ต้นทุนหรือทรัพย์สินในการดำรงชีพ (livelihoods assets)หรือเป็นต้นทุนที่ใช้ในการปรับปรุงการผลิตเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางบวกและทางลบ โดยระดับต้นทุนเฉลี่ยของเกษตรกรคือ ได้รับการอบรม 3.5 ครั้ง สามารถแก้ปัญหาสำเร็จได้ด้วยตนเอง แรงงานเพียงพอ 2.5 คน ไม่มีปัญหาสุขภาพ มีความเป็นผู้นำน้อย มีจำนวนเงินที่ใช้ลงทุน 58,596 บาท ใช้น้ำชลประทานได้บางส่วน มีปัญหาน้ำท่วม ฝนแล้ง น้ำเค็ม มีการบำรุงดิน ใช้ประโยชน์พืช10ชนิดสัตว์6 ชนิด คมนาคมดี มีความพร้อมในการใช้วัสดุ ใช้โทรทัศน์และหอกระจายข่าวเป็นแหล่งรับข่าวสาร จำนวนการผลิต 5.5 กิจกรรม การผลิตขนาดเล็ก เข้าถึงตลาดสินค้า เป็นสมาชิกกลุ่ม มีส่วนร่วมในกลุ่มมาก และได้รับการช่วยเหลือจากรัฐหลายด้าน
วิถีการปรับปรุงการผลิตของเกษตรกรได้เปลี่ยนการผลิตจากแบบยังชีพไปเป็นแบบเพื่อการค้า โดยวัตถุประสงค์การปรับปรุงการผลิตอันดับหนึ่งเพื่อการเพิ่มรายได้และอันดับสองเพื่อเพิ่มผลผลิตอาหาร ยุทธ์วิธีการปรับปรุงการผลิตพบว่ามีการปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตทุกกิจกรรมเกือบทุกด้านเช่นพันธุ์ วิธีปฏิบัติดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว นวดและจำหน่าย รวมทั้งมีการเพิ่มลดจำนวนกิจกรรมการผลิต ด้านผลลัพธ์การปรับปรุงการผลิตพบว่าส่วนใหญ่ทำให้รายได้และจำนวนผลผลิตอาหารเพิ่มขึ้น ความเป็นอยู่ดีขึ้น ความมั่นคงรายได้เพิ่มขึ้น ความสามารถใช้หนี้มากขึ้น ขาดเงินใช้จ่ายลดลง การเจ็บป่วยลดลง ความขัดแย้งลดลง ว่างงานลดลง ใช้สารเคมีลดลง แต่ความเสียหายจากศัตรูพืชและราคาผลผลิตตกต่ำไม่ลดลง สภาพดิน จำนวนสัตว์ พืช และป่าไม้ลดลง
ความสำเร็จในการปรับปรุงการผลิตของเกษตรกร โดยการวัดความสำเร็จในการปรับปรุงการผลิตจากตัวชี้วัดด้านผลลัพธ์ที่นำไปสู่การดำรงชีพอย่างยั่งยืน จะให้ความน่าเชื่อถือมากกว่าการวัดจากความพึงพอใจตามวัตถุประสงค์ของเกษตรกร เนื่องจากความพึงพอใจในความสำเร็จตามวัตถุประสงค์การปรับปรุงการผลิตไม่แสดงความสัมพันธ์กับต้นทุนการปรับปรุง ทำให้ไม่สามารถวางแผนการจัดการต้นทุนเพื่อเพิ่มความสามารถในการปรับปรุงการผลิตของเกษตรกรได้ แต่การใช้ตัวชี้วัดจากผลลัพธ์ที่นำไปสู่การดำรงชีพอย่างยืน สามารถแสดงออกถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อกันระหว่างความสำเร็จและต้นทุนบางประเภท ดังผลการวิจัยที่พบว่าปัจจัยต้นทุนที่มีผลต่อความสำเร็จของการปรับปรุงการผลิตการเกษตรที่นำไปสู่การดำรงชีพอย่างยั่งยืนของเกษตรกรบ้านพรวน คือความเหมาะสมของดินทำการเกษตร จำนวนพื้นที่ร่องสวนไม้ผล การเปิดรับข่าวสารการเกษตร ศักยภาพความเป็นผู้นำ จำนวนการผลิตโค และพื้นที่ปลูกพืชฤดูแล้งในนาข้าว ต้นทุนทั้งหมดนี้มีความสัมพันธ์ทางบวกระดับสูงและสามารถอธิบายความผันแปรด้านความสำเร็จในการปรับปรุงการผลิตการเกษตรที่นำไปสู่การดำรงชีพอย่างยั่งยืนได้ร้อยละ 73 นอกจากนั้นเกษตรกรควรจัดการภาวะผลกระทบที่ก่อให้เกิดการสนับสนุนต่อการผลิต ได้แก่วางแผนการผลิตพืชหรือสัตว์ให้หลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดจากอุทกภัย ติดตามข้อมูลข่าวสารความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีสมัยใหม่ และข้อมูลการตลาด ควรเข้าไปมีส่วนร่วมกับนักส่งเสริมผู้นำโครงการตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้นเพื่อจะสามารถกำหนดกลยุทธ์ในกระบวนการโครงการให้เหมาะสมกับลักษณะของชุมชน สร้างนักพัฒนารุ่นใหม่ที่มีความ สามารถในการทำงานพัฒนา พัฒนาการรวมกลุ่มที่ทำให้เกิดการเกื้อกูลต่อการขยายตัวของเงินกองทุนหมุนเวียน และเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงการผลิต และชุมชนควรผลักดันให้มีการการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นรูปธรรมเนื่องจากเป็นการลงทุนที่ต่ำและจะช่วยให้ได้รับผลประโยชน์ระยะยาว
คำนำ
ภาพรวมของครัวเรือนเกษตรกรในประเทศไทยพบว่าเป็นกลุ่มที่ยากจน มีรายได้ต่ำคิดเป็นตัวเงินเพียง 4,976 บาท/เดือน ขณะที่มีรายจ่ายถึง 6,816 บาท/เดือน ภาพสะท้อนของความยากจนจึงปรากฏออกมาชัดเจนจากจำนวนหนี้สิน ซึ่งมีแนวโน้มเกษตรกรที่เป็นหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจาก ร้อยละ 42.8 ในปี2536 เป็นร้อยละ49.4 ในปี2541 จำนวนเงินที่เป็นหนี้เพื่อการเกษตรรวมเพิ่มขึ้นในช่วงเดียวกัน จาก 93,605 ล้านบาท เป็น 153,880 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 40,124 บาท/ครัวเรือน (http://www.nso.go.th) ในจำนวนเกษตรกรที่ประกอบอาชีพปลูกข้าวจำนวนทั้งสิ้น 4.1 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ร้อยละ 58 เป็นผู้ปลูกข้าวเพียงพืชเดียว(http://www.nso.go.th) ซึ่งการพึ่งพาการผลิตพืชเชิงเดี่ยวนั้นเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นระบบที่อ่อนไหวเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากความไม่มั่นคงจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสภาพการเปลี่ยนแปลงของสภาพฝนฟ้าอากาศเช่นน้ำท่วม ฝนทิ้งช่วง ที่ทำให้การทำนาได้รับความเสียหาย ส่งผลต่อรายได้เกษตรกรลดลงจนถึงระดับที่ไม่เพียงพอต่อการครองชีพ ทางออกของเกษตรกรคือการปรับปรุงการผลิตทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพระบบการผลิตเดิมให้สูงขึ้น โดยการนำวิธีการผลิตแบบใหม่เพิ่มเข้าไปในระบบการทำฟาร์ม และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของระบบการทำฟาร์มในภาพรวม อย่างไรก็ตามการปรับระบบการผลิตของเกษตรกรใช่ว่าจะมีผลสำเร็จตามที่คาดหวังไว้ทุกคน ภาพสะท้อนของการอพยพ ย้ายถิ่น เปลี่ยนอาชีพ ภาวะหนี้สิน และการสูญเสียที่ดิน ยังปรากฏออกมาให้เห็นอยู่เสมอ
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
เพื่อทำความเข้าใจระบบการผลิต ศึกษา กระบวนการ ขั้นตอน ในการปรับปรุงการผลิต และศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการปรับปรุงการผลิตที่นำไปสู่การดำรงชีพอย่างยั่งยืนของเกษตรกรที่ทำนาเป็นอาชีพหลัก
กรอบแนวความคิด
กระบวนการปรับปรุงการผลิต พิจารณาจากระบบการผลิตของเกษตรกร ซึ่งตามปกติจะมีการปรับปรุงอยู่เสมอคือ เกษตรกรจะดำรงการผลิตตามระบบๆหนึ่งต่อไปจนกว่าระบบการผลิตนั้นจะได้รับผลกระทบจากภายนอกจนระบบไม่สามารถสนองตอบต่อวัตถุประสงค์ของครัวเรือนได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าถึงภาวะจุดจำกัดหรือภาวะวิกฤตของระบบการผลิต โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลทำให้ระบบถึงจุดจำกัดนั้นเกิดจากการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างและกระบวนการ การเกิดความอ่อนแอ ผลจากอิทธิพลต่างๆเหล่านี้ทำให้ระบบมีผลลัพธ์ลดลงในด้าน การตอบสนองเป้าหมายครัวเรือน การเพิ่มรายได้ การลดความอ่อนแอ ความมั่นคงด้านอาหาร ความเป็นอยู่ และความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ จากปัญหาดังกล่าวทำให้เกษตรกรต้องทำการปรับปรุงการผลิตเพื่อให้สามารถรักษาความสมดุลระหว่างวัตถุประสงค์ครัวเรือนและความสามารถตอบสนองของระบบการผลิต ขั้นตอนการปรับปรุงประกอบด้วยการวางแผนเลือกกลยุทธ์การผลิตหรือวิธีการปรับปรุง การจัดการทรัพย์สิน/ต้นทุนเพื่อการผลิต เช่นต้นทุนมนุษย์ ต้นทุนสังคม ต้นทุนการเงิน ต้นทุนธรรมชาติ และต้นทุนกายภาพ จากนั้นจึงดำเนินการผลิตตามแผนที่วางไว้ ผลจาการปรับปรุง ถ้าผลลัพธ์สามารถตอบสนองวัตถุประสงค์ได้เกษตรกรจะดำเนินการผลิตตามระบบใหม่ไปจนกว่าระบบจะถึงจุดจำกัดใหม่ กระบวนการปรับปรุงจึงจะเริ่มใหม่อีกครั้งหนึ่ง
วิธีการศึกษา
การวิจัยประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ ประชากรและการสุ่มตัวอย่าง แบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 2 กลุ่ม ตามวิธีการศึกษาคือกลุ่มแรกเป็นการศึกษาเชิงคุณภาพตามวัตถุประสงค์ข้อที่1และ2 จำนวน 10 ราย และกลุ่มสองเป็นการศึกษาเชิงปริมาณตามวัตถุประสงค์ข้อที่3 จำนวน 50 ราย โดยสุ่มตัวอย่างจากเกษตรกรทั้งหมด 104 ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 48 ของจำนวนครัวเรือนทั้งหมด
การวิเคราะห์ข้อมูล ในการศึกษาระบบการผลิต กระบวนการ ขั้นตอน และวิธีการในการปรับปรุงการผลิต นำมาวิเคราะห์ ข้อมูล แบบอุปนัย (analytic induction) คือการตีความ สร้างข้อสรุปข้อมูลจากปรากฏการณ์ ที่มองเห็น การวิเคราะห์โดยการจำแนกชนิดข้อมูล (typological analysis) หรือการวิเคราะห์ขั้นตอนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การวิเคราะห์โดยการเปรียบเทียบข้อมูล (constant comparison) คือนำข้อมูลมาเปรียบเทียบเป็นปรากฏการณ์ และสร้างเป็นข้อสรุป ในการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการปรับปรุงการผลิต นำมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติพรรณนาในการวัดการกระจายข้อมูล ด้วยค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง ด้วยค่ามัชฌิมเลขคณิต และ การวิเคราะห์ด้วยสถิติอนุมานใช้การวิเคราะห์ความสัมพันธ์แบบ Spearman's Correlations เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระที่มีต่อตัวแปรตาม และวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน (stepwise multiple regression) เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของตัวแปรอิสระที่มีต่อตัวแปรตาม โดยเสนอแบบจำลองดังนี้
Y = b0 + b1 X1 + b2X2 + b3X3 + b4X4 + b5X5
Y = คะแนนความสำเร็จในการปรับปรุงการผลิต (ตัวแปรตาม)
Xi = คะแนนปัจจัยต่างๆที่คาดว่ามีความสัมพันธ์กับความสำเร็จในการปรับปรุการผลิต
(ตัวแปรอิสระ) มีอยู่ 5 ชุดคือ X1 = ต้นทุนมนุษย์ X2 = ต้นทุนการเงิน X3 = ต้นทุนธรรมชาติ X4 = ต้นทุนกายภาพ X5 = ต้นทุนสังคม b0 = ค่าคงที่ bi = ค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยของตัวแปรอิสระ
ผลการวิจัย
1. ระบบการผลิตการเกษตรของเกษตรกร
ผู้ให้ข้อมูลร้อยละ74 เป็นเพศหญิงอายุเฉลี่ย 55 ปี มีสมาชิกในครัวเรือนเฉลี่ย 5.2 คน การประกอบอาชีพของสมาชิกในครัวเรือนมีจำนวนอาชีพ 2-3 อาชีพ โดยอาชีพหลักคือทำเกษตร อาชีพรองคือ รับจ้าง ประมง ค้าขาย รับราชการ และทำงานบริษัทเอกชน ด้านอาชีพเกษตรมีกิจกรรม 5-6 กิจกรรม ประกอบด้วย การปลูกข้าว การปรับสภาพนาเป็นร่องสวนไม้ผล ตาลโตนด ปลูกพืชผัก ปลูกพืชฤดูแล้งในนาข้าว เลี้ยงโค สุกร ไก่พื้นเมือง เป็ด และปลา
การปลูกข้าว เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกข้าวปีละหนึ่งครั้งใช้วิธีการปลูกแบบนาหว่านน้ำตม ในช่วงเดือนสิงหาคม ตุลาคม ใช้พันธุ์ชัยนาท1 เฉี้ยงพัทลุง ข้าวเจ้าหอมสุพรรณบุรี การใช้ปุ๋ยนิยมใส่ 2 ครั้ง การจัดการน้ำอาศัยน้ำฝน ไม่นิยมฉีดพ่นสารเคมีกำจัดศัตรูข้าว ส่วนปัญหาสำคัญที่สุดในการปลูกข้าวคือหนู โรค หนอนกอข้าว ตั๊กแตน และแมลงสิง การเก็บเกี่ยวเกษตรกรจะจ้างเครื่องเกี่ยวนวด หรือเกี่ยวนวดด้วยตนเอง ผลผลิตประมาณ 35-100 ถัง/ไร่ การตลาดขายข้าวให้กับพ่อค้าที่มาซื้อถึงที่นาหรือเก็บไว้ขายในยุ้งฉาง
ตาลโตนด เกษตรกรปีนตาลประมาณ 15 ต้น/วัน/คน การปีนตาลใช้เวลาช่วงประมาณ 7.00 -11.00 น. และช่วง 15.00 -18.00 น. ผลผลิตน้ำตาลช่วงเช้าจะเคี่ยวเป็นน้ำผึ้งสด ราคาถังละ 400-600 บาท หรือแปรรูปเป็นน้ำตาลแว่น ช่วงเวลาเคี่ยวประมาณ 10.00 -16.00 น. น้ำตาลช่วงเย็นจะต้มให้สุกและเก็บไว้ผสมกับน้ำตาลในเช้าวันรุ่งขึ้น ผลผลิตน้ำตาลสดบางส่วนจะนำมาทำน้ำส้มไว้บริโภคในครัวเรือนหรือขาย ผลผลิตอื่นๆที่ได้จากตาลโตนดคือทำจากใบตาล ขายลูกตาลสด ลูกตาลแห้ง และขายไม้ตาล
ไม้ผลบนร่องสวน พื้นที่ขุดร่องสวนประมาณ 2 ไร่/ราย ปลูกไม้ผลประมาณ 80 ต้น เช่นกระท้อน มะม่วง มะพร้าวน้ำหอม การดูแลรักษามีการใช้ปุ๋ย ปีละ 2-3 ครั้ง การปลูกพืชแซมระหว่างแถวไม้ผลนิยมปลูก กล้วย อ้อย มะละกอ และพืชผัก ปัญหาที่พบคือน้ำท่วมขัง แมลง หนู ขาดการตัดแต่ง และใช้ปุ๋ยน้อย
ผัก ชนิดผักที่ปลูก ได้แก่ ถั่วฝักยาว คะน้า แตงกวา มะเขือ กวางตุ้ง ช่วงเวลาปลูกส่วนใหญ่ พบว่าเกษตรกรจะปลูกในช่วงเดือน เมษายน พฤษภาคม ใช้มีการใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมี เฉลี่ย 2 ครั้ง ศัตรูพืชพบโรค แมลง ความต้องการของเกษตรกรคือเงินลงทุน และความรู้
พืชฤดูแล้งในนาข้าว นิยมปลูกถั่วเขียวหลังข้าววิธีการปลูกส่วนใหญ่จะมีการหว่านลงไปในพื้นที่ภายหลังจากที่มีการไถแล้ว ช่วงเวลาปลูกเดือน มีนาคม พฤษภาคม การใส่ปุ๋ยใช้ อัตรา 10 กิโลกรัม/ไร่ ปัญหาที่พบคือ ฝนแล้ง น้ำท่วม โรคแมลง
การเลี้ยงโค นิยมเลี้ยงโคพื้นเมืองแบบกึ่งปล่อยฝูงขึ้นกับช่วงฤดูกาลเพาะปลูก สถานที่ปล่อยโคเลี้ยงคือบริเวณทุ่งหญ้าสาธารณะติดทะเลสาบ
การเลี้ยงสุกร นิยมเลี้ยงสุกรแม่พันธุ์เพื่อขายลูก การจัดหาแม่พันธุ์เกษตรกรใช้วิธีการคัดเลือกจากลูกสุกรที่มีลักษณะดีมาเลี้ยง ขณะเดียวกันจะมีเกษตรกรที่เลี้ยงพ่อพันธุ์เพื่อรับจ้างผสมพันธุ์ในพื้นที่ด้วย การเตรียมคอกเลี้ยงสุกรนิยมสร้างคอกแบบง่ายๆ การให้อาหารสุกรมีทั้งอาหารสำเร็จรูป ผสมรำข้าว เศษอาหาร หรือสาหร่ายทะเล บางรายที่อยู่ติทะเลสาบจะปล่อยสุกรให้ไปหากินหัวแห้วในบริเวณทุ่งหญ้า การดูแลรักษาโรค มีการฉีดยาป้องกันโรคและฉีดเสริมธาตุเหล็กเมื่อสุกรแรกคลอด
การเลี้ยงเป็ด นิยมเลี้ยงเป็ดเนื้อพันธุ์บาบารี่ การเตรียมคอกนิยมใช้ตาข่ายอวนกั้นบริเวณใกล้บ้าน การเลี้ยงใช้ข้าวเปลือก รำข้าวผสมสาหร่าย หรืออาหารสำเร็จรูป และมีการให้ยาปฏิชีวนะบ้างตามความจำเป็น ปัจจุบันตลาดจำหน่ายเป็ดดีมากทั้งขายลูกเป็ดและขายเป็นเป็ดเนื้อ
การเลี้ยงไก่พื้นเมือง ส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสนใจมากนักมีการให้กินข้าวเปลือกบ้างเป็นครั้งคราว ยกเว้นไก่ชนที่มีการเลี้ยงดูเลี้ยงค่อนข้างดี
การเลี้ยงปลา เลี้ยงปลานิล ตะเพียน ในบ่อปลาขนาดเล็กหรือในคูร่องสวน พันธุ์ปลาส่วนใหญ่ได้รับสนับสนุนจากรัฐ การเลี้ยงให้อาหารสำเร็จรูปและเศษพืช ผลผลิตไว้บริโภคในครัวเรือนและขายในหมู่บ้าน
2. กระบวนการปรับปรุงการผลิตการเกษตร
กระบวนการปรับปรุงการผลิตเกิดขึ้นโดยมีลำดับขั้นตอนคือ ระบบการผลิตได้รับผลกระทบ เกษตรกรเลือกยุทธ์วิธีการปรับปรุง การปรับปรุงการผลิต ประเมินผลการปรับปรุงการผลิต และดำเนินการผลิตตามระบบใหม่ โดยปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อระบบการผลิตจำแนกได้ 2 กลุ่ม คือปัจจัยด้านบริบทของความอ่อนแอและไม่แน่นอน เป็นภาวะผลกระทบที่เกิดขึ้นและส่งผลให้ระบบการผลิตเสียหายหรือจำเป็นต้องปรับปรุงการผลิตเพื่อให้เกิดความเหมาะสม และการเปลี่ยนผ่านโครงสร้าง และกระบวนการ เป็นปัจจัยสนับสนุนและเป็นกลไกการขับเคลื่อนในขั้นตอนของการปรับปรุงการผลิต ผลกระทบต่างๆได้ทำให้ต้นทุน เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางบวกและทางลบ ซึ่งการผลิตการเกษตรถือเป็นต้นทุนอย่างหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เหล่านั้นด้วย ทำให้เกษตรกรต้องปรับเปลี่ยนยุทธ์วิธีหรือปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตการเกษตรจากระบบการผลิตเดิมเป็นระบบการผลิตใหม่ที่สามารถให้ผลลัพธ์ตามที่เกษตรกรต้องการ ซึ่งแต่ละองค์ประกอบมีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังนี้
2.1 บริบทความอ่อนแอและความไม่แน่นอน (vulnerability context)
1) ภาวะที่ส่งผลกระทบอย่า