แนวคิดใหม่ในงานวิจัยและพัฒนาการเกษตร
สำราญ สะรุโณ
--------------------
บทนำ
บทสรุปในการดำเนินการพัฒนาการเกษตรและเศรษฐกิจของหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยมีความคล้ายคลึงกัน
2 กรณีคือ
เศรษฐกิจเจริญเติบโตจากการดำเนินนโยบายการพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจอุตสาหกรรมโดยอาศัยฐานจากการผลิตการเกษตรเชิงการค้าที่มีการเปลี่ยนการใช้เทคโนโลยีการผลิตจากภูมิปัญญาท้องถิ่นไปสู่เทคโนโลยีที่นำเข้าด้วยเงินตราไหลออกต่างประเทศ
ผลกระทบเชิงบวกทำให้เกษตรกรสามารถเรียนรู้วิธีการผลิตที่ก้าวหน้า
ผลเชิงลบจากการพัฒนาในโลกที่มีการค้าและการแข่งขันอย่างเสรีทำให้หลายประเทศประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจ
อีกภาพสะท้อนหนึ่งของการพัฒนาคือการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ในกระบวนการผลิตจนกระทั่งเกิดภาพความเสื่อมโทรมถึงระดับที่เทคโนโลยีสมัยใหม่ก็ไม่สามารถจัดการเรียกความอุดมสมบูรณ์คืนมาได้
ผลจากการพัฒนาได้ชี้ให้เห็นว่าวัฏจักร(cycle)ของกระบวนการพัฒนาไม่ได้ใช้ระยะเวลานานอย่างที่คิด คำบอกเล่าที่ได้ยินอยู่เสมอว่า แต่ก่อนทำได้ผลดี
แต่เดี๋ยวนี้ทำยาก ไม่ค่อยได้ผล ฟังดูเหมือนว่าทุกคนต่างรู้และเข้าใจบทเรียนที่ผ่านมาดี
แต่ทางเลือกที่จะทำการผลิตโดยให้เกิดการกลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์อย่างแต่ก่อน
กลับไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมที่ให้ทุกคนนำมาใช้
แนวคิดและคำสำคัญที่น่าสนใจในงานพัฒนาชนบทในปัจจุบัน
1. sustainable agriculture and
sustain people
2. sustainable livelihoohs
3. participatory technology
development
4. farmer first and facilitator
1.
เกษตรยั่งยืนและความยั่งยืนของมนุษย์
(sustainable agriculture and sustain people)
1.1
จุดเปลี่ยน( tipping point)สู่การเกษตรยั่งยืน
จุดสนใจการพัฒนาเกษตรแบบยั่งยืนในอเมริกา
เริ่มให้ความสนใจเมื่อช่วงปี 1980s หลังจากที่ประเทศประสบปัญหาด้านความเสื่อมโทรมของดินในช่วงทศวรรษที่
1970 และการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจของภาคเกษตรในช่วงทศวรรษที่
1980
ซึ่งเป็นผลจากแนวทางของการพัฒนาการเกษตรแบบอุตสากรรมที่ผ่านมา
แนวคิดการพัฒนายุคหลังอุตสหกรรม (post-industrial)
ที่เกิดขึ้นต่อมาได้เริ่มจากการให้ความสนใจศึกษาด้านของการเกษตรที่เข้าสู่ความยั่งยืนมากขึ้น
เช่นโครงการ LOW INPUT sustainable agriculture project :LISA และ
sustainable agriculture research and education: SARE
สำหรับประเทศไทยแม้มีการกล่าวถึงมานานแต่การดำเนินงานในลักษณะโครงการที่เป็นรูปธรรมเริ่มปรากฏในช่วงปลายแผนพัฒนาฉบับที่
8 และคาดว่าจะต่อเนื่องไปในแผนฉบับที่ 9
แนวคิดทางการพัฒนาการเกษตรหลังยุคอุตสหกรรม
(post-industrial)จึงอยู่บนพื้นฐานของการสร้างความอุดมสมบูรณ์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
โดยมีแนวคิดหลักคือ
1.
การเกษตรแนวใหม่คำนึงถึงหลัก 3 ประการ คือ
-ความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ(
economic viability)
-ความรับผิดชอบต่อสังคม
(social responsibility)
-ความมั่นคงของระบบนิเวศน์
(ecological integrity)
2.
คิดใหม่(rethink)ในการบริหารจัดการองค์รวมของฟาร์ม
เพื่อนำไปสู่เพื่อนำไปสู่ความเข้มแข็งท่ามกลางความหลากหลาย
3.
แสวงหาความกระจ่างในสิ่งที่ตนเองสนใจ ( the pursuit of enlightened
self-interests ) และทำให้ดีที่สุด
4.
การเกษตรจะมุ่งทำเงินอย่างเดียวไม่พอต้องดูแลพื้นที่และคนอื่นด้วย
5.ให้ความสนใจการวิเคราะห์จัดการทรัพยากรโดยรวม
(Holistic Resource Management) เพิ่มขึ้น
จากการวิเคราะห์หรือจัดการแบบเดิม ที่เคยดำเนินการอยู่เช่น การวิเคราะห์กิจการ(Enterprise
analysis) การวิเคราะห์ผลตอบแทนสูงสุด( maximum yield , maximum profits) วิเคราะห์การจัดการที่ดิน แรงงาน ทุน
การจัดการ
6.
หลักการจัดการฟาร์ม ใช้แนวทางการจัดการทรัพยากรแบบองค์รวม (Holistic Resource Management)
7.
ใช้แนวทางการทำการเกษตร แบบอินทรีย์ (Organic Farming) เกษตรชีวภาพ (Biodynamic
Farming)
1.2 แนวทางการเกษตรแนวใหม่
·
สร้างแนวคิดเกษตรยั่งยืนคือสาระควมสมบูรณ์ของมนุษย์
( Its A Matter of People)
·
สร้างพลังความสามารถให้บุคคล(empower people)
·
เชื่อมคน ด้วยวัตถุประสงค์และสถานที่
·
ทำงานกับชุมชน ร่วมกำหนดวิสัยทัศน์
ร่วมกำหนดความคาดหวัง (Share the vision : shared vision
of hope )
·
เป้าหมายการเพิ่มคุณภาพชีวิต (quality of life)
·
ให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (personal relationships)
·
สร้างพลังการผลิตให้ตนเอง
พร้อมกับสนใจเพื่อนบ้านและชุมชน
·
เป้าหมายอยู่ที่คุณค่า ความพอใจ มากกว่าราคา (focus on value rather than costs)
·
ทำงานกับธรรมชาติ (working
with nature rather than against it)
·
จุดเน้นคือการส่งเสริมในสิ่งที่เกษตรกรสามารถทำได้ดีที่สุด
(focus on what they can do best )
·
การเกษตรแบบครอบครัว (family farm) ดำเนินการผลิตได้ด้วยตนเอง
·
ทำเกษตรทางเลือกมีความหลากหลาย (alternatives, diverse) เกษตรอินทรีย์ (organic farm) เกษตรต้นทุนต่ำ (low-input)
เกษตรชีวภาพ(biodynamic farm)
·
ไม่ยึดรูปแบบที่ตายตัว( no blue prints)
·
ใช้ช่องทางการตลาดที่ตนเองเข้าถึง (market in the niches) เช่นริมทาง หรือขายตรงผู้บริโภค
·
ทำงานอาศัยฐานการใช้ความรู้ (knowledge based systems) คิดและปรับปรุงอยู่เสมอ (working thinker and thinking worker)
http://www.ssu.missouri.edu/faculty/JIkerd/papers/.htm
2.การดำรงชีพและการดำรงชีพอย่างยั่งยืน
(Livelihoods and sustainable livelihoods)
2.1 ความเป็นมา
แนวความคิดนี้นำเสนอโดย
DFID : department for international
development ใน The 1997 UK government
white paper on international development committed ซึ่งมีเป้าหมายของการพัฒนาเพื่อลดความยากจนของประชากรให้ได้ครึ่งหนึ่งจาก 850 ล้านคนในปี 2015
แนวคิดนี้ช่วยให้เพิ่มความเข้าใจในธรรมชาติของความยากจนได้ดีขึ้น
2.2 ความหมาย
การดำรงชีพ(Livelihoods) หมายถึง
งาน กิจกรรม(activities) ความสามารถ(capabilities )ทรัพย์สิน (assets)
ทั้งเป็นวัตถุและส่วนประกอบในสังคม ซึ่งมนุษย์ทำเพื่อการมีชีวิตอยู่
แนวทางการดำรงชีพ(Livelihoods
approach)เป็นแนวความคิดเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ ขอบเขต ลำดับความสำคัญ ของการพัฒนา
โดยอาศัยแนวคิดของการดำรงชีพ
การดำรงชีพอย่างยั่งยืน(sustainable
livelihoods)
หมายถึง
การแสดงออกถึงศักยภาพในการต่อสู้หรือรับมือกับความตึงเครียดหรือผลกระทบที่เกิดขึ้น
โดยดำรงประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ หรือ ความมั่นคงของระบบนิเวศน์ ทรัพยากรธรรมชาติ และความเสมอภาคในสังคม
ซึ่งเป็นการใช้โอกาสการดำรงชีวิตของคนกลุ่มหนึ่งโดยไม่รุกรานคนอีกกลุ่มหนึ่งทั้งในปัจจุบันหรืออนาคต
หรืออีกนัยหนึ่งหมายถึงความสามารถของมนุษย์ที่จะมีชีวิตอยู่และปรับปรุงคุณภาพชีวิตที่
ปราศจากการสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น
ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
แนวทางการดำรงชีพอย่างยั่งยืน(sustainable
livelihoods approach) มีวัตถุประสงค์ที่จะทำความเข้าใจ การทำการเกษตร
และระบบการดำรงชีวิต ซึ่งเป็นการสนับสนุนโอกาสในการปรับปรุงเพื่อลดความยากจน
การวัดความยั่งยืนของวิถีการดำรงชีวิต
·
สามารถยืดหยุ่นได้เมื่อเกิดผลกระทบ
·
ไม่ขึ้นกับการสนับสนุนจากภายนอก
·
รักษาผลิตภาพของทรัพยากรไว้ได้นาน
·
ไม่ทำลายวิถีการดำรงชีวิตผู้อื่นหรือสามารถประนีประนอมร่วมกันได้
·
การก่อให้เกิดความยั่งยืนของการใช้สภาพแวดล้อม
ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจของครัวเรือน สังคม และสถาบัน
2.3 แนวความคิดหลักของการดำรงชีพอย่างยั่งยืน( Sustainable
livelihoods concept)
1. ใช้คนเป็นสำคัญ(People-centred)
เริ่มจากการวิเคราะห์การดำรงชีวิตของเกษตรกร
และวิธีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเวลาผ่านไป
ผลกระทบจากการเปลี่ยนนโยบาย การจัดองค์กร
ที่เกิดกับคน การถือครอง และมิติของความยากจน และทำงานเพื่อนำไปสู่เป้าหมาย เน้นความสำคัญของอิทธิพลด้านนโยบายและการจัดการสถาบันที่เกี่ยวกับวาระของความยากจน
ทำงานสนับสนุนคนเพื่อนำไปสู่เป้าหมายของการดำรงชีวิต
ความยากจนจะลดลงหากการสนับสนุนจากภายนอกทำงานสอดคล้องกับแนวทางของวิถีการดำรงชีวิต
สภาพแวดล้อมทางสังคม และความสามารถในการปรับใช้
2. มีความเป็นองค์รวม(Holistic)
ไม่แยกส่วน( non-sectoral)
ตามลักษณะภูมิศาสตร์ และกลุ่มสังคม
สำนึกในอิทธิพลหลากหลายที่มีต่อมนุษย์
และค้นหาทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างอิทธิพลเหล่านี้และผลกระทบที่เชื่อมโยงกับการดำเนินชีวิต สำนึกในหน้าที่ที่หลากหลาย ยอมรับวิถีที่หลากหลายของการดำรงชีวิต
ค้นหาเพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่หลากหลายของการดำรงชีวิต
3. มีลักษณะของพลวัต(Dynamic)
ค้นหาเพื่อทำความเข้าใจและเรียนรู้จากการเปลี่ยนแปลง
เพื่อที่จะสามารถสนับสนุนผลทางบวก บรรเทาผลทางลบ ที่จะเกิดขึ้นจากผลกระทบภายนอก
4. สร้างบนความเข้มแข็ง(Building on strengths)
หลักการสำคัญคือการเริ่มวิเคราะห์ความเข้มแข็ง
มากกว่าจากความต้องการของชุมชน
5. มีการเชื่อมโยงทั้งระดับมหภาคและจุลภาค(Macro-micro
links)
เป็นจุดเชื่อมช่องว่างระหว่างระดับนโยบาย
สถาบัน ถึงระดับชุมชนและรายบุคคล
6. มีความยั่งยืน(Sustainability)
โดยพิจารณา
4 องค์ประกอบหลักคือ สภาพแวดล้อม(Environmental) เศรษฐกิจ(Economic) สังคม
( Social) และสถาบัน( Institutional)
2.4 กรอบการทำงาน (Sustainable livelihoods framework)
มีองค์ประกอบ
5 ประการคือ
1. บริบทความอ่อนแอและความไม่แน่นอน (Vulnerability
Context)
เป็นภาวะที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบโดยตรงต่อทรัพย์สิน
และผลลัพธ์จากวิถีการดำเนินชีวิต
shocks ภาวะที่เกิดผลกระทบอย่างทันทีทันได
และรุนแรง ส่งผลเสียหายต่อการดำรงชีวิต
โดยเฉพาะในองค์ประกอบของทรัพย์สิน
เช่น ภัยธรรมชาติ การขาดเงินใช้จ่าย
ความขัดแย้งในสังคม ปัญหาสุขภาพมนุษย์ พืช สัตว์
trends ภาวะแนวโน้มของการเคลื่อนไหวของปัจจัยต่างๆ
ที่มีผลกระทบต่อวิถีการดำรงชีวิต เช่น
แนวโน้มประชากร ทรัพยากร เศรษฐกิจ รัฐบาล นโยบาย และเทคโนโลยี
seasonality
ภาวะการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล วัฏจักร วงจร เช่น ราคา ผลผลิต สุขภาพ โอกาสการจ้างงาน
2. ทรัพย์สิน (Livelihoods assets)
เป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญ
หรืออีกนัยหนึ่งคือเป็นต้นทุนที่เกษตรกรนำมาใช้ในกระบวนการดำรงชีพ
ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการเกิดผลลัพธ์
มีผลต่อโอกาสการเลือกวิถีการดำรงชีพ ได้รับอิทธิพลโดยตรงจากบริบทความอ่อนแอ
และการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างและสถาบัน
ทรัพย์สิน
แบ่งเป็น 5 ประเภทคือ
human
capital หมายถึง
ต้นทุนทรัพยากรมนุษย์ เช่น ทักษะ ความรู้ ความสามารถด้านแรงงาน คุณภาพแรงงาน
ศักยภาพการเป็นผู้นำ และความมีสุขภาพดี
natural capital หมายถึง ต้นทุนทรัพยากรธรรมชาติ
เช่น ดิน น้ำ อากาศ ป่าไม้ ความหลากหลายทางชีวภาพ
financial
capital หมายถึง ต้นทุนทางการเงิน เช่น เงินสะสมที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้
และเงินไหลเวียน
physical
capital หมายถึง ต้นทุนทรัพยากรทางกายภาพ เช่น สิ่งอำนวยความสะดวก
และวัสดุที่ใช้ในการผลิต
social
capital หมายถึง ต้นทุนทางสังคม เช่น กลุ่ม เครือข่าย ประชาสังคม การเป็นสมาชิก
ความสัมพันธ์ หน้าที่ในสังคม และภาวะการเป็นผู้นำ
3.
การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างและกระบวนการ (Transforming Structures & Processes)
เป็นองค์ประกอบที่มีผลกระทบโดยตรงที่ทำให้เกิดความอ่อนแอในกระบวนการ
และส่งผลต่อการเลือกวิถีการดำรงชีพ มีส่วนประกอบย่อย 2 ส่วนคือ
Structures หมายถึงโครงสร้างมี 2
ระดับคือระดับสาธารณะ และระดับส่วนบุคคล เช่น รัฐบาล องค์กร ประชาสังคม
Processes หมายถึงกระบวนการที่เป็นส่วนขับเคลื่อน
ของโครงสร้าง เช่น นโยบาย กฎหมาย ข้อกำหนด สถาบัน วัฒนธรรม และลักษณะบุคคล
4. วิถีการดำรงชีพ (Livelihoods
strategies)
เป็นทางเลือก
โอกาส ที่เกษตรกรใช้เป็นกลยุทธ์ในการดำเนินชีวิต ซึ่งจะมีลักษณะของความหลากหลาย (diversity)
ตามลักษณะพื้นที่ ภูมิประเทศ ที่ถือครอง และช่วงเวลา เป็นลักษณะที่เคลื่อนไหว(dynamic) กระจายหลายสถานที่( straddling )
และเชื่อมโยง(linkage)
5. ผลลัพธ์ (Livelihood
Outcome)
เป็นผลได้ที่เกิดจากการเลือกวิถีหรือกลยุทธ์ในการดำเนินชีวิต
ได้แก่การมีรายได้เพิ่มขึ้น (more income) การเพิ่มการเป็นอยู่ที่ดีขึ้น (increased
well-being)การลดความอ่อนแอ (reduced Vulnerability) การเพิ่มความมั่นคงด้านอาหาร
(improved food security) และการเกิดความยั่งยืนในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ (sustainable
use of NR based)
การทำความเข้าใจความเชื่อมโยงขององค์ประกอบต่างๆจะพบว่ามีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน หากพิจารณาจากรูปแบบการพัฒนาในประเทศไทย
โดยเริ่มต้นที่การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างและกระบวนการ (Transforming Structures
& Processes)
คือมองจากระดับนโยบายซึ่งจะมีการเปลี่ยนหรือปรับแนวทางการพัฒนาด้วยการปรับโครงสร้างการบริหาร
ปรับเปลี่ยนนโยบาย ระเบียบวิธีปฏิบัติ
ซึ่งผลจากการดำเนินนโยบายในแต่ละช่วงของการเปลี่ยนแปลงจะส่งผลทั้งทางบวกและลบต่อการดำรงชีพโดยแสดงออกมาจาก บริบทความอ่อนแอและความไม่แน่นอน
(Vulnerability Context) ที่เกิดขึ้น
ในส่วนของความอ่อนแอนี้บางประเด็นเป็นผลจากนโยบายโดยตรงบางประเด็นเป็นผลทางอ้อม
ผลที่เกิดขึ้นนี้นำไปสู่ความกระทบกระเทือนสถานะของทรัพย์สิน
ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่จะนำมาใช้ในการกำหนดกลยุทธ์การดำรงชีพตามโอกาสที่แต่ละคนมี
ผลของการเลือกวิถีการดำรงชีพส่งผลต่อระดับผลลัพธ์(out come)
และผลลัพธ์ต่างๆจะย้อนกลับไปสู่สถานะของทรัยพ์สินเป็นวงจรที่ขับเคลื่อนต่อไปอย่างต่อเนื่อง
(ภาพที่1)
ภาพที่1.
Sustainable livelihoods framework

H=human capital N=natural capital F=financial capital P= physical
capital S=social
capital
2.6 แนวทางการนำไปใช้ประโยชน์
ประโยชน์ของการศึกษาการดำรงชีพอย่างยั่งยืนจะช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังต่อนี้
·
เพื่อปรับปรุงวิธีการเข้าถึง
คุณภาพที่สูงขึ้นของ การศึกษา ข่าวสาร เทคโนโลยีและการอบรม โภชนาการและสุขภาพที่ดีขึ้น
·
เพิ่มการสนับสนุนและการรวมกันของสภาพแวดล้อมทางสังคม
·
เพิ่มความมั่นคงในการเข้าถึงและการจัดการที่ดีกว่าด้านทรัพยากรธรรมชาติ
·
เพิ่มความมั่นคงในการเข้าถึงทรัพยากรการเงิน
·
การเข้าถึงที่ดีกว่าในสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน
·
สภาพแวดล้อมของนโยบายและสถาบันสามารถสนับสนุนวิถีการดำรงชีวิตได้หลากหลายและมีความเสมอภาคในการแข่งขันด้านการตลาด
จากองค์ประกอบและแนวความคิด
จะเห็นว่าเป็นแนวความคิดของการพัฒนาที่นำมาใช้ประโยชน์ได้กว้างขวาง
ตั้งแต่ระดับมหภาคจนถึงระดับจุลภาค
คือศึกษาได้ทั้งระดับประเทศตั้งแต่ระดับนโยบายรัฐบาลลงไปจนถึงระดับปฏิบัติการในไร่นา
ประเด็นสำคัญที่ได้จากการศึกษาคือองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดความยากจนของประชากร
ในการดำเนินงานต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของหลายฝ่ายตามระดับของการศึกษาวิเคราะห์
แนวทางการศึกษาใช้ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ(quantitative)
และเชิงคุณภาพ(qualitative)
ตัวอย่างเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เช่น Environmental checklists,
Gender analysis, Governance assessment, Institutional appraisal, Macro-economic analysis, Market analysis, Participatory poverty
assessment techniques,Risk assessment, Stakeholder analysis,Strategic conflict
assessment (SCA), Strategic environmental
assessment (SEA) ZOOP ,SWORT,PRA,RRA
,SURVEY(Secondary data, Key informants Individual and
household case studies, Participatory methods)
ผลการใช้ SL ในกรณีศึกษาต่างๆ
|
ประเทศ |
โครงการ |
ประเด็นการค้นพบ |
|
บังคลาเทศ |
การจัดการศัตรูพืชอย่างผสมผสาน |
ความเข็มแข็งของสถาบันชุมชน |
|
โปลิเวีย |
การจัดการลุ่มน้ำ |
การมีส่วนร่วม การวางแผนพัฒนาชุมชน |
|
เอธิโอเปีย |
อนุรักษ์ดินและน้ำ |
แนวทางการมีส่วนร่วม ความเข้มแข็งของชุมชน |
|
ฮอนดูรัส |
เกษตรยั่งยืนพื้นที่เชิงเขา |
ความเข้มแข็งของชุมชน สุขภาพ
การศึกษา นโยบาย |
|
มาลาวี |
ความมั่นคงด้านอาหาร การพัฒนากิจการ การจ้างงาน การจัดการทรัพยากร |
ความร่วมมือ การวิเคราะห์ความยากจน การมีส่วนร่วม การติดต่อสื่อสาร |
|
มาลิ |
การผลิตอาหาร สินเชื่อ |
ความเข้มแข็งชุมชน สุขภาพ สินเชื่อและการออม |
2.7 แนวทาง SL
กับการพัฒนาการดำรงชีพอย่างยั่งยืนในชนบท
จากแนวคิดที่ว่า แนวทางการดำรงชีพ(livelihoods
approach) เป็นการทำงานกับคน
สนับสนุนคนให้สร้างบนความเข้มแข็ง และความเชื่อในศักยภาพของตน
แม้ขณะที่บางครั้งอาจได้รับผลจากนโยบาย สถาบัน
หรือภาวะผลกระทบอย่างทันทีทันใด
แนวคิดในการพัฒนาชนบทโดยใช้หลักของการดำรงชีพอย่างยั่งยืนนี้
อาศัยบทเรียนการพัฒนาในอดีต
ให้ความสำคัญเรื่องความมั่งคงด้านอาหารซึ่งจะต้องพัฒนาให้มีผลิตภาพเพิ่มขึ้น
ตระหนักถึงความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมที่ยังเป็นปัญหาที่ต้องจัดการให้เกิดความยั่งยืนอย่างมีส่วนร่วม
การพัฒนาเป็นการเชื่อมแนวคิดของ ชนบท และ เกษตร ในมุมมองของการลดความยากจนอย่างยั่งยืน
ซึ่งรายละเอียดการวิเคราะห์ประกอบด้วย
1. เนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตของชาวชนบท
รวมทั้งผลของผลกระทบจากภายนอก
2. ทรัพย์สินและความสามารถในการใช้เพื่อการผลิต
3. สถาบัน องค์กร และนโยบาย ที่มีผลในการกำหนดการดำรงชีพ
4. ความแตกต่างของยุทธวิธีที่จะนำไปสู่เป้าหมาย
การนำแนวทางการดำรงชีพอย่างยั่งยืน(SL)ไปใช้ในงานพัฒนาชนบทเมื่อเปรียบเทียบกับแนวทางการพัฒนาชนบทแบบผสมผสาน
(Integrated rural development:IRD) พบว่ามีบางส่วนที่คล้ายกันแต่แนวทาง SL มีความชัดเจนในเรื่องของความยั่งยืนมากขึ้น
|
รายการ |
Integrated Rural Development |
Sustainable
Livelihoods |
|
จุดเริ่มต้น |
โครงสร้าง พื้นที่ |