การสำรวจภูมิปัญญาท้องถิ่นในการทำตาลโตนด
ของเกษตรกร
อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา
กลุ่มวิชาการพัทลุง สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่8
---------------------------------
ตาลโตนดเป็นพืชท้องถิ่นดั้งเดิมที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตชาวลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา
และนับวันจะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น
จัดเป็นพืชที่มีความยั่งยืนสูงทั้งทางด้านความเหมาะสมกับระบบนิเวศน์
ความมั่งคงด้านราคาและมูลค่าผลผลิต
การสำรวจข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นในการทำตาลโตนดของเกษตรกร อำเภอสทิงพระ
จังหวัดสงขลา เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับการพัฒนาการผลิตต่อไป
วิธีการสำรวจใช้แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างเก็บข้อมูลจากเกษตรกร 34 คน
ในเขตพื้นที่ตำบลท่าหิน พบว่า เกษตรกรที่ประกอบอาชีพปีนต้นตาลจะมีอายุ 30-70 ปี
แต่ช่วงที่ทำได้ดีคือ 30-40 ปี เพราะมีร่างกายแข็งแรง
ส่วนคนที่ทำมานานอายุมากลูกหลานมักไม่สนับสนุนให้ทำเพราะเป็นอาชีพที่เสี่ยงอันตราย
1. พันธุ์
เกษตรกรจำแนกได้ 2 พันธุ์คือ
ตาลโตนดข้าว ลูกเล็ก สีขาว นิยมนำผลไปประกอบอาหารประเภทยำ
(ยำหัวโหนด) แกง เมื่อผลแก่นิยมไปเผาทำเป็นถ่าน และ ตาลโตนดกา ลูกใหญ่ สีดำ
เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกตาลโตนดกา เหมาะสำหรับรับประทานผลสด
นำไปทำอาหารประเภทของหวาน คาบตาล(เก็บน้ำตาลสด) ให้น้ำตาลสดมาก
1. เพศ
การแบ่งเพศตาลโตนดมี 3
ชนิด ต้นผู้ ต้นตัวเมีย ต้นกะเทย
เกษตรกรต้องการต้นตัวเมีย เนื่องจากให้ผลได้ คาบตาลได้
ขณะที่ต้นผู้คาบตาลได้อย่างเดียว เช่นเดียวกับต้นกะเทยคือ ไม่มีผลตาล
2. การจำแนกเมล็ดต้นตัวผู้หรือเมล็ดต้นตัวเมีย
เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่สามารถจำแนกเพศได้
จนกว่าต้นตาลโตนดนั้นออกงวงหรือออกผลเท่านั้น
แต่มีเกษตรกรหลายรายบอกว่าคนสมัยก่อนจะดูที่เมล็ดคือเมล็ดต้นผู้จะมีร่องเป็นเหลี่ยม
เมล็ดต้นเมียจะแบบ แต่มีเกษตรกรเพียง 1 ราย บอกว่าเมล็ดต้นผู้น่าจะแบน
เมล็ดต้นเมียน่าจะมีร่องเป็นเหลี่ยม เนื่องจากเคยนำไปปลูกประมาณ 25 ปี
ต้นตาลโตนดนั้นออกมาเป็นต้นผู้ทั้งหมด
3.
การปลูก
เกษตรกรเกือบทั้งหมดเก็บผลผลิตหรือคาบตาลจากต้นที่พ่อแม่
ปู่ย่า ตายาย ปลูกไว้ ส่วนต้นที่เริ่มปลูกใหม่พอมีบ้าง แต่ยังไม่ได้รับผล ระยะเวลาจากการปลูกจนสามารถคาบตาลหรือเก็บผลตาลได้อย่างต่ำ
25 ปีขึ้นไป
รายที่ปลูกใหม่จะเลือกเมล็ดพันธุ์จากต้นที่สมบูรณ์ ให้น้ำตาลมาก ผลใหญ่
ใบเขียว ก้านแข็งแรง งวงใหญ่ เมื่อผลตาลสุกแห้งนำมาฝังดิน
หรือบางรายนำมาเพาะไว้ในที่ชื้นประมาณ 3 สัปดาห์รากจะงอกแล้วจะนำไปฝังบนคันนาต่อไป
ขุดหลุมพอฝังดินได้
เกษตกรคิดว่าน่าจะปลูกระยะ 3-5 เมตร เชื่อว่าจะได้ต้นตาลโตนดที่สมบูรณ์
ไม้ลำต้นตรง ขายได้ราคาดีกว่า ใบชนกันพอดี
ด้านการเลือกพื้นที่ปลูก
จะปลูกเป็นแถวบนคันนา และเชื่อว่าทิศทางของแสงไม่มีผลต่อการให้น้ำตาล
การปลูกบนคันนาจะใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
เกษตรกรหลายรายบอกว่าถ้าคันนาสูง ต้นตาลโตนดจะขึ้นสวยงาม
นาไหนที่ใส่ปุ๋ยข้าวในนามากสมบูรณ์ สังเกตได้ว่าต้นตาลโตนดบนริมคันนานั้นจะอ้วน
ใบเขียวให้น้ำตาลมาก จึงเชื่อว่าการใส่ปุ๋ยข้าวมีผลกับต้นตาลโตนดพอสมควร
1.
การดูแลรักษา
การตัดแต่งทางใบ การตัดทางใบ
คิดว่าทำให้ต้นจะสวยงาม ลำต้นสูง ไม่แก่ง่าย นำใบไปเย็บจากขายตับละ 6
บาทหรือนำไปทำหลังคาบ้าน ทางใบนำไปทำรั้วบ้าน ทำไม้ฟืน คอกสัตว์ หรือขายร้อยละ 50
บาท ผลพลอยได้คือบนคันนาสามารถเดินไปมาได้สะดวก
คันนาจะสะอาดไม่รกเป็นที่อาศัยของหนู จะมีผลต่อการทำนา
การเจริญเติบโต
แต่ละช่วงปีจากปลูกถึงเก็บเก็บผล ใช้เวลา 15-25 ปี ถึงจะเริ่มเก็บผลผลิตหรือคาบตาล
จากปลูกถึงโค่นใช้เวลา 60 ปี ขึ้นไป
การนับอายุ เกษตรกรไม่สามารถบอกอายุได้
แต่จะดูความอ่อนแก่ได้ ดังนี้
-
ดูสีผิวลำต้น
ถ้าแก่ผิวจะดำสนิท
-
ดูลำต้น
ถ้าแก่ผิวจะดำสนิท
-
ดูที่โคนลำต้น ดูเสี้ยนแก่
เสี้ยนจะมีสีดำ
-
ดูกาบที่ต้น ถ้ากาบมาก
แสดงว่าแก่
-
ดูที่เกลื้อน ถ้าสีขาวมาก
แสดงว่าแก่(วงสีขาวบนลำต้น คล้ายเชื้อรา)
การสังเกตต้นให้ผลผลิตดีหรือไม่ดี เกษตรส่วนใหญ่บอกว่าดูง่ายคือ
ดูขนาดต้นที่ใหญ่ ใบเขียว ทางใบแข็ง ลำต้นตรง งวงใหญ่ลูกใหญ่ ปลูกอยู่ที่สูง
(คันนาสูงกว่าน้ำ) ปลูกระยะห่างพอสมควร (3 เมตร) ต้นที่ให้น้ำตาลไม่ดี
สังเกตง่ายเช่นกัน คือต้นจะผอมแห้ง งวงจะเล็ก ผลเล็ก
วิธีปฏิบัติให้ตาลโตนดให้น้ำตาลมาก
ๆ เกษตรกรส่วนใหญ่เข้าใจว่าต้องเริ่มจาก
เมล็ดพันธุ์ที่นำมาปลูกต้องเอาจากต้นที่ให้น้ำตาลดีมาก ๆ ผลใหญ่ งวงใหญ่
ลำต้นสมบูรณ์ ทางใบแข็งแรง ใบสีเขียว ต้นเมีย ระยะปลูกห่าง 2-3 เมตร
เลือกต้นที่ปลูกในที่คันนาสูงกว่าระดับน้ำพอสมควร วิธีคาบตาล
เมื่อเอางวงออกจากกระบอกแช่ให้เอาโคลน+น้ำมาเทใส่ยอดตาล เชื่อว่าต้นตาลจะสมบูรณ์ทำครั้งต่อไปจะให้น้ำตาลมาก
บางรายบอกว่าให้เอายูเรียประมาณกำมือใส่ลงในยอด ทำให้ยอดเขียวดี
บางรายใช้ขี้เถ้าใส่ยอดตาล อย่างไรก็ตามหากต้นไหนดูแล้วไม่ออกน้ำตาลให้ใช้สารส้มเท่าหัวไม้ขีดใส่ที่ปากงวง
ต่อไปน้ำตาลจะไหลออกมาก
2.
วิธีเก็บน้ำตาลสด(คาบตาล)
วิธีคาบต้นตัวเมีย
1)
ให้ไว้ก้าน 1ก้าน/1กระบอก 5 กระบอก/ต้น
2)
ใช้ไม้คาบ(ไม้นวด)ต้นเมียความยาวประมาณ
1.50 เมตร เป็นไม้กลมขนาดกำพอถนัดมือ คาบ(นวด)ที่
งวงตาลจากปลายผลเข้ามา เกษตรกรส่วนใหญ่จะคาบวันละครั้ง 3 วัน หรือคาบวันละ 2 ครั้ง 4 วัน
บางรายนวดวันละครั้ง 7-10 วัน หรือวันละ 2 ครั้ง 6-7 วัน
ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้นตาลโตนด
3)
เมื่อครบกำหนดใช้มีดปาดลูกที่ก้านออกให้หมด
4)
ก่อนเอางวงใส่กระบอกแช่เกษตรกรนิยมบิดงวงให้มีเสียงดังแก๊ก
หรือใช้มีดแทงที่ปลายงวงใช้
แหลนหนู
(กาบงวงขณะเล็กๆจะมีลักษณะปลายแหลม) ปักให้ทะลุ การบิดจะไม่บิดมากเพราะจะทำให้งวงช้ำ
การทำอย่างใดอย่างหนึ่งเกษตรบอกว่างวงจะสด และน้ำตาลไม่ไหลคืนกลับ
5)
แช่งวงในกระบอกแช่ ซึ่งจะมีส่วนผสมดินโคลน+น้ำ
ส่วนใหญ่ใช้อัตราส่วน 1:1 , 2:1 หรือ 3:1
ขึ้นอยู่กับความยาวของงวงตาล บางคนใส่ดินโคลน+ขี้เถ้า+น้ำ
บางคนใส่น้ำตาลโตนด ทั้งนี้เกษตรกรมีความเชื่อแตกต่างกัน
ต้นตาลโตนดต้นไหนที่ไม่ให้น้ำตาลเกษตรกรจะทำตามที่บรรพบุรุษเคยทำ
เพราะต้นตาลเกือบทั้งหมดเป็นต้นตาลโตนดที่พ่อแม่ ปู่ย่า ตายายปลูกไว้
คือต้นไหนทำมาอย่างไรก็ทำอย่างนั้น )
แช่งวงประมาณ 2 คืน ถอดงวงออกจากกระบอกแช่ตอนเช้า และตอนเย็นปาดงวงปล่อยให้น้ำตาลไหลลงดินประมาณ
2-3 วัน จากนั้นเอากระบอกอันใหม่ซึ่งใส่ไม้เคี่ยมไว้ในกระบอกรองรับ ขณะเดียวกันหากพบว่า
กระบอกไหนให้น้ำตาลน้อยมากไม่ว่าจะทำโดยวิธีใดแล้วก็ตาม
เกษตรกรจะใช้สารส้มเท่าปลายหัวไม้ขีดฝังเข้าไปที่ปลายงวง ฝังพอจมสารส้ม เชื่อว่าสารส้มจะไปดูดน้ำหืน(น้ำที่อุดตัน)ออกมา
น้ำตาลจะไหลออกมาก ต้นไหนถ้าทำโดยวิธีใดปีต่อไปต้องทำด้วยวิธีนั้น
ปกติต้นเมียจะให้น้ำตาลสดมากกว่าต้นผู้ โดยเฉลี่ย ในช่วงเช้า 06.00 น.
จะเก็บน้ำตาลจะได้ประมาณ 10 ลิตร ช่วงบ่าย 15.00 น. จะได้น้ำตาลประมาณ 5 ลิตร งวงหนึ่ง ๆ สามารถเก็บผลผลิตได้นานเฉลี่ย 4
เดือน
วิธีคาบตาลต้นตัวผู้
ใช้ไม้คาบตัวผู้ยาวประมาณ 0.5 เมตร
เป็นไม้แบบๆกว้างขนาด 2 นิ้ว คาบงวงโดยใช้เวลาคาบวันละ 1
ครั้ง
6-7 วัน หรือคาบ 1 ครั้ง 3 วัน และคาบวันละ 2 ครั้ง 4 วัน การคาบต้นผู้จะใช้เวลาน้อยกว่าต้นเมีย
ต้นผู้จะเลือกงวง(นิ้ว) 4 งวง ผูกมัดเข้าด้วยกัน ใส่ลงในกระบอกแช่ วิธีอื่น ๆ เหมือนต้นเมีย
ผลผลิตน้ำตาลจะให้น้อยกว่าต้นเมีย คือช่วงเช้าต้นผู้จะให้ประมาณ 5 ลิตร
ให้ผลผลิตส่วนใหญ่ 2-3 เดือน
อุปกรณ์ที่ใช้ในการคาบตาล
-
ไม้คาบผู้ ไม้คาบเมีย
-มีปาดตาล
(ซื้อจาก อ.บางแก้ว จ.พัทลุง ราคาประมาณ 200 บาท)
-
โอง (บันไดขึ้นต้นตาลโตนด ทำจากไม้ไผ่สีสุก ลำต้นละ 15 บาท ใช้ได้นาน 3-4 ปี)
-
กระบอกแช่ ทำจากไม้ไผ่ ส่วนใหญ่สั่งซื้อจากจังหวัดพัทลุง
-
กระบอกเก็บน้ำตาล จะมีราคาตั้งแต่ 8,
10, 15, 25 ขึ้นอยู่กับขนาดของกระบอกหากใหญ่จะมีราคาแพง ทั้งนี้อายุการใช้งาน
หากดูแลรักษาดีใช้ได้ถึง 5 ปี หากไม่ดูแลรักษาใช้ได้ประมาณ 3-4 ปี
ปัจจุบันมีกระบอกพลาสติก (กระบอกทุ่น) ข้อดีเบา ข้อเสีย อายุการใช้งาน 2-3 ปี
และแตกง่าย
-การแต่งกาย
ไม่นิยมใส่เสื้อ นุ่งกางเกงขาสั้น หรือกางเกงวอร์ม มีผ้าขาวม้าคาด
7.
การเก็บเกี่ยวผลตาล
ต้นตาลที่ให้ผลจะมีอายุประมาณ
25 ปี หลังจากออกผลประมาณ 1-2 เดือน สามารถเก็บผลขายได้ ราคถุงละ 8-12 บาท
จำนวนผลสดที่เฉาะแล้วแต่ละถุงหากขนาดเมล็ดเล็กประมาณ 10-12 เมล็ด/ถุง
หากเมล็ดใหญ่ประมาณ 6 เมล็ด/ถุงถุง การสังเกตว่าผลตาลแก่หรือไม่ ดูจากคิ้วที่ผลตาล
ถ้าไม่มีคิ้วผลจะเป็นสีดำอย่างเดียวแสดงว่าแก่ ถ้ามีคิ้วมีสีขาวมาก แสดงว่ายังอ่อน
หากมีสีขาวชนใกล้ ๆ สีดำ แสดงว่าเนื้อพอดีไม่แก่ไม่อ่อน
8.
การใช้ประโยชน์ส่วนต่างๆของต้นตาล
ใบ
ใช้เย็บจาก
(ใช้มุงหลังคา) หากขายจะได้ตับละ 6 บาท
ทางใบ ใช้ทำรั้วบ้าน รั้วคอกสัตว์
ทำไม้ฟืน หากขายร้อยละ 50 บาท
ลำต้น สร้างบ้าน
เฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ขายต้นละ 600 บาท
ผลแก่ ผลสุกจะเผาถ่าน
ขายกิโลกรัมละ 6 บาท หรือผ่าเอาเมล็ดขายเป็นจาวตาลโตนด
ร้อยละ 15
ผลสด
ทำเป็นถุงขาย ถุงละ 8-12
บาท ตาลโตนดแต่ละผลจะมีเมล็ด 1-3 เมล็ด
ผลอ่อน ทำอาหาร
ส่วนเหลือของผลหลังจากเอาเมล็ดออกแล้วส่วนที่เหลือให้วัวกิน
9.
วิธีทำน้ำผึ้งเหลว
ส่วนใหญ่
ใช้น้ำตาลสด 6 ปี๊บ (1 ปี๊บ=20ลิตร)
จะได้น้ำผึ้งเหลว 1 ปีบ การเก็บน้ำตาลผู้ชายจะไปขึ้นตาลนำน้ำตาลสดลงมาจากต้น ส่วนผู้หญิงหรือลูกจะผู้ช่วยนำน้ำตาลสดกลับมาเคี่ยว(ต้มให้เป็นน้ำผึ้ง)ที่บ้าน
หากระยะทางจากบ้านกับต้นตาลอยู่ไกลเกษตรกรจะสร้างขนำกลางนาเป็นสถานที่เคี่ยวน้ำตาล
น้ำตาลสดจากต้นจะถูกนำมาเทใส่กระทะใบใหญ่ ส่วนใหญ่แต่ละบ้านจะมีเพียงต้ม 1 เตา
ซึ่งในน้ำตาลจะมีเคี่ยมอยู่แล้ว
มีบางรายต้องใส่เคี่ยมเพิ่ม เมื่อน้ำตาลสดเดือดจะตักน้ำลวกกระบอก
เพื่อทำความสะอาดฆ่าเชื้อสำหรับการนำไปใช้ครั้งต่อไป
ระยะเวลาการต้นเพื่อให้น้ำตาลเปลี่ยนสีเป็นน้ำตาลอ่อนและข้นและตักไม้เคี่ยมออก จะใช้เวลาประมาณ
8 ชั่วโมง
แต่หากต้องการจะเก็บรักษาน้ำผึ้งไว้นาน ๆ
ในช่วงที่เคี่ยวต้องใส่เคี่ยมเพิ่มอีกเท่าตัว และใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีก 1 ชั่วโมง
เพื่อให้น้ำตาลข้น จากนั้นตักใส่ถังขนาด 200 ลิตร ปิดฝาเก็บไว้ได้นานถึง 2 ปี
รอขายในช่วงน้ำตาลราคาแพง ปัจจุบันราคาปี๊บละ 600-700 บาท ค่าใช้จ่ายคือซื้อไม้ฟืนยางพารา รถละ 1,300-1,500 บาท
สามารถเคี่ยวน้ำผึ้งเหลวได้ 20ปี๊บ และไม้เคี่ยมใช้ปีละ 500-2,000 บาท
10. วิธีแปรรูปผลิตภัณฑ์อื่นๆ
การทำน้ำส้ม เกษตรกรส่วนใหญ่ทำไว้บริโภค
และขายบ้างเป็นครั้งคราว จะทำในช่วงแรก ๆ
ซึ่งน้ำตาลออกใหม่ ๆ
วิธีทำเพียงแต่นำน้ำตาลสดใส่โอ่ง
ปิดฝา ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 15 วัน
ก็จะกลายเป็นน้ำส้มตาลโตนดใช้ประกอบอาหารหากขายปี๊บละ80-100 บาท
น้ำตาลเมา มีการทำน้อยมาก
วิธีทำคือเอาน้ำตาลสดมาใส่โอ่ง เพิ่มเปลือกเคี่ยมแล้วปิดฝาทิ้งไว้ 3-4 วัน
ใช้รับประทานได้
เหล้าเถื่อน วิธีทำ นำน้ำผึ้งเหลว 1 ปีบ
ผสมกับน้ำ 5 ปีบ ใส่เคี่ยมเพิ่ม บางรายใส่กล้วยหอมสุกบด 1 หวี/น้ำผึ้งเหลว 1ปีบ หมักทิ้งไว้ 10
วัน นำมากลั่น น้ำผึ้งเหลว 1 ปี๊บ ได้เหล้าเถื่อน 22 ลิตร ราคาขาย 20 ลิตร 1,000
บาท ต้นทุนไม้ฟืน 50 บาท เวลา 4 ชั่วโมง น้ำผึ้งเหลว 500-700 บาท
11.
มูลค่าต้นตาลโตนด
ต้นตาล 1 ต้น ประมาณมูลค่าได้ดังนี้
1) ลำต้น 1 ต้น ขายได้ 600 บาท
หากแปรรูปค่าจ้างเลื่อยไม้ขนาด 1.5x4นิ้ว ราคาเมตรละ 110 บาท
ต้นละประมาณ 9-10 เมตร
2) ใบ เย็บจากได้ประมาณ 10-15 ตับ ๆ ละ 6 บาท
3) ทางใบ ประมาณ 30 ทาง ขายร้อยละ 50 บาท
4) ผลอ่อน 30 ทะลาย ๆ ละ 3 ถุง เฉลี่ยถุงละ 10-12
บาท
5) ผลสุกแก่ หากผ่าเมล็ดขาย (ทำจาวตาล) ร้อยละ 15 บาท
ผลสุกแก่ เผาถ่าน (กิโลกรัมละ 6 บาท) 1 กิโลกรัม 20 ผล (1 ต้น ประมาณ 300
เมล็ด)
6) น้ำผึ้งเหลว 6.5 ปีบ
ๆ ละ 650 บาท
รวมใน
1 ต้น 6,100 บาท
หมายเหตุ : ต้นผู้ ได้น้ำตาลสดเฉลี่ยวันละ 7.5 ลิตร 1
ต้นใช้เวลา 60-90 วัน ได้น้ำตาลสด
450-675 ลิตร เฉลี่ย 563 ลิตร ได้น้ำผึ้งเหลว 4 ปี๊บ โดยราคาเฉลี่ยปี๊บละ 650 บาท
เป็นเงิน 2,600 บาท
ต้นเมีย ได้น้ำตาลสดเฉลี่ยวันละ 10.5 ลิตร 1
ต้นใช้เวลา 120 วัน ได้น้ำตาลสด 1,260 ลิตร ได้น้ำผึ้งเหลว 9 ปีบ เป็นเงิน 5,850 บาท
รายชื่อเกษตรกรที่สัมภาษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการทำตาลโตนด
|
ลำดับที่ |
ชื่อ - สกุล |
อายุ |
ที่อยู่ |
ชื่อบ้าน |
|
1 |
นายประสิทธิ์ บุญทอง |
48 |
68/1 ม.9 ต.ท่าหิน อ.สทิงพระ จ.สงขลา |
บ้านพรวน |
|
2 |
นายชัยยุทธ์ จิตสมบูรณ์ |
50 |
3/1 ม.9 ต.คูขุด อ.สทิงพระ จ.สงขลา |
บ้านคอหงส์ |
|
3 |
นายอนันต์ ทองอ่อน |
60 |
77/1 ม.8 ต.ท่าหิน อ.สทิงพระ จ.สงขลา |
บ้านพรวน |
|
4 |
นายประสิทธิ ศิริ |
30 |
65 ม.9 ต.ท่าหิน อ.สทิงพระ จ.สงขลา |
บ้านพรวน |
|
5 |
นายอาทร สะรุโณ |
62 |
58/4 ม.9 ต.ท่าหิน อ.สทิงพระ จ.สงขลา |
บ้านพรวน |
|
6 |
นายทรงสิทธิ์ บุญญะรัตน์ |
30 |
57 ม.9 ต.ท่าหิน อ.สทิงพระ จ.สงขลา |
บ้านพร้าว |
|
7 |
นายจรัญ ใจบุญ |
42 |
17 ม.9 ต.ท่าหิน อ.สทิงพระ จ.สงขลา |
บ้านท่าอิฐ |
|
8 |
นายประยูร สังข์แก้ว |
39 |
15 ม.9 ต.ท่าหิน อ.สทิงพระ จ.สงขลา |
บ้านท่าอิฐ |
|
9 |
นายคณิต สุวรรณะ |
48 |
9 ม.9 ต.ท่าหิน อ.สทิงพระ จ.สงขลา |
บ้านคอหงส์ |
|
10 |
นายนุกูล สะรุโณ |
58 |
58/1 ม.9 ต.ท่าหิน อ.สทิงพระ จ.สงขลา |
บ้านพรวน |
|
11 |
นางสมบูรณ์ รุ่งกลิ่น |
55 |
58 ม.9 ต.ท่าหิน อ.สทิงพระ จ.สงขลา |
บ้านพรวน |
|
12 |
นายประเสริฐ คงเจริญ |
62 |
57/1 ม.9 ต.ท่าหิน อ.สทิงพระ จ.สงขลา |
บ้านพรวน |
|
13 |
นายสว่าง หนูชุมแก้ว |
37 |
46 ม.9 ต.ท่าหิน อ.สทิงพระ จ.สงขลา |
บ้านพรวน |
|
14 |
นายนิทัศน์ สุขเกษม |
64 |
18 ม.9 ต.ท่าหิน อ.สทิงพระ จ.สงขลา |
บ้านท่าอิฐ |
|
15 |
นายนพพร ศิริ |
|
17/1 ม.9 ต.ท่าหิน อ.สทิงพระ จ.สงขลา |
บ้านท่าอิฐ |
|
16 |
นายพัฒน์ ขาวแก้วดอน |
62 |
28 ม.9 ต.ท่าหิน อ.สทิงพระ จ.สงขลา |
บ้านท่าอิฐ |
|
17 |
นายไพโรจน์ ใจบุญ |
45 |
33 ม.8 ต.ท่าหิน อ.สทิงพระ จ.สงขลา |
บ้านพรวน |
|
18 |
นายเจริญ บัวเนี่ยว |
35 |
20 ม.9 ต.ท่าหิน อ.สทิงพระ จ.สงขลา |
บ้านท่าอิฐ |
|
19 |
นายโชติ มากทอง |
36 |