กระบวนการและปัจจัยที่มีผลต่อการปรับใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสับปะรดของเกษตรกรแบบมีส่วนร่วม
นายไพโรจน์ สุวรรณจินดา
-------------------------------------------------------------------
บทคัดย่อ
การศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อ
ศึกษาและทำความเข้าใจ
เกี่ยวกับกระบวนการและปัจจัยที่มีผลต่อการปรับใช้เทคโนโลยีใหม่หรือนวัตกรรมของเกษตรกรผู้ผลิตสับปะรด
วิธีการศึกษาประกอบด้วยการศึกษาข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ใช้ระยะเวลาการเก็บและรวบรวมข้อมูลตั้งแต่เดือน มิถุนายน-กรกฎาคม 2549 รวมเวลา 2 เดือน ผลการศึกษาพบว่า
เกษตรกรมีอาชีพ
1.8 อาชีพ ด้านอาชีพเกษตรมีกิจกรรม 3.8 กิจกรรม เกษตรกรปลูกสับปะรดโดยใช้เทคโนโลยีการปลูกแตกต่างจากคำแนะนำทางวิชาการ
กระบวนการปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต พบว่ามีผลกระทบมาจากโครงการส่งเสริมที่เข้าสู่ชุมชน
ภัยธรรมชาติ การระบาดของศัตรูพืช
การแพร่กระจายความรู้ การคาดการณ์ด้านแนวโน้มราคาผลผลิตและผลผลิต
วัตถุประสงค์ในการปรับปรุงคือการเพิ่มผลผลิตและเพิ่มรายได้โดยแหล่งความรู้ที่สนับสนุนเกษตรกรมาจากเจ้าหน้าที่รัฐ
เพื่อนบ้าน และจากการเข้ารับการฝึกอบรม ดูงาน ด้านต้นทุนการปรับปรุงการผลิตพบว่า มีต้นทุนด้านบวกคือ มีแรงงาน 5.7 คน ไม่มีปัญหาสุขภาพ สามารถหาแรงงานได้เพียงพอ แก้ปัญหาการผลิตด้วยตนเอง มีศักยภาพการเป็นผู้นำ มีพืชอาหาร 10 ชนิด
พืชรายได้ 3 ชนิด
มีเงินที่ใช้ในการลงทุน 225,883 บาท/ครัวเรือน
พื้นที่ปลูกพืชรวม 32.6 ไร่/ครัวเรือน การคมนาคมขนส่งสู่ไร่นาดี มีวัสดุอุปกรณ์พร้อมใช้งาน รับข่าวสารจากโทรทัศน์และหอกระจายข่าว เข้าถึงตลาดสินค้าเกษตร มีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชนและรัฐดี และได้รับการอำนวยความสะดวกจากรัฐด้านการให้ความรู้ดี
ต้นทุนด้านลบ คือได้รับการอบรมดูงานน้อย รักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินน้อย ใช้น้ำฝน
เป็นสมาชิกกลุ่มสับปะรดน้อยมาก และได้รับการอำนวยความสะดวกจากรัฐด้านอื่นๆมีน้อย ผลลัพธ์การปรับปรุงการผลิตส่วนใหญ่สามารถปรับปรุงการผลิตให้มีรายได้เพิ่มขึ้นผลผลิตอาหารเพิ่มขึ้น
ความเป็นอยู่ได้ดีขึ้น มีความมั่นคงด้านการเงินและครอบครัว แต่ยังมีความเสียหายที่เกิดจากภัยธรรมชาติ
ศัตรูพืชระบาด ราคาผลผลิตตกต่ำและไม่เกิดผลดีต่อความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความสำเร็จในการปรับปรุงพบว่าคะแนนต้นทุนทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางบวกระดับปานกลาง
คำแนะนำการปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตควรช่วยลดผลกระทบ เพิ่มต้นทุนทางสังคม
จัดกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เหมาะสมทั้งในด้านการมีส่วนร่วม
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในชุมชน การศึกษาดูงาน และการทดสอบเทคโนโลยีในพื้นที่โดยนักวิชาการ
บทที่1
บทนำ
1.1.
ความเป็นมา ความสำคัญของรายงานการศึกษา
ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกสับปะรดรายใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลก
มากว่า 10 ปี
แต่ค่าเฉลี่ยผลผลิตสับปะรดของประเทศอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ระหว่าง 3.5
- 3.9 ตัน/ไร่ เท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตเฉลี่ยของเกษตรกรที่โรงงานควบคุมการผลิตเองเท่ากับ
8 12 ตัน/ไร่
หรือเมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตเฉลี่ยของประเทศฟิลิปปินส์และฮาวาย ประเทศสหรัฐฯ
ซึ่งเป็นประเทศคู่แข่งที่สำคัญของประเทศไทย ผลผลิตเฉลี่ย 6.56 และ 6.1 ตัน/ไร่
ตามลำดับ จะเห็นได้ว่า
มีช่องว่างอย่างมากระหว่างค่าผลผลิตเฉลี่ยของสับปะรดที่ผลิตโดยเกษตรกรส่วนใหญ่กับผลผลิตของสับปะรดที่ควบคุมเทคโนโลยีการผลิตโดยโรงงานอุตสาหกรรมสับปะรด
จึงมีคำถามที่น่าสนใจว่า ช่องว่างของผลผลิตที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากอะไร ปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับเทคโนโลยีสมัยใหม่มีอะไรเป็นตัวกำหนดเทคโนโลยีการผลิตไม่สมบูรณ์หรือไม่เหมาะสม
กระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่เกษตรกรมีประสิทธิภาพหรือเกิดประสิทธิผลเพียงพอหรือไม่
โอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีหรือการเข้าสู่แหล่งทุนของเกษตรกรในการปรับใช้เทคโนโลยีเป็นอย่างไร
อะไรคือเงื่อนไขหรือปัญหาที่สำคัญในการผลิตสับปะรดของประเทศไทย
และประเทศไทยมีศักยภาพมากน้อยเพียงใดในการเพิ่มผลผลิตสับปะรดตามเป้าหมายการส่งออกที่เพิ่มขึ้น
นโยบายปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรของประเทศ
กำหนดให้สับปะรดเป็นพืชที่มีศักยภาพสูงตามยุทธศาสตร์การผลิตเพื่อการส่งออก การศึกษาส่วนบุคคลครั้งนี้จึงเป็นโครงการเพื่อผลักดัน/ขับเคลื่อนนโยบายหลักของชาติ/รัฐบาล
ที่มุ่งสัมฤทธิ์ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จะมีส่วนช่วยให้กรมวิชาการเกษตรซึ่งเป็นเจ้าภาพหลัก
สามารถเข้าใจถึงกระบวนการและปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับนวัตกรรมของเกษตรกร สามารถกำหนดประเด็นปัญหาและแนวทางการวิจัย/พัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสับปะรดให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
1.2. สภาพปัญหาการผลิตสับปะรดของประเทศไทย
ในปี 2547 ประเทศไทยสามารถส่งออกสับปะรดและผลิตภัณฑ์ เป็นมูลค่าประมาณ 1.8
หมื่นล้านบาท ในด้านการผลิต ปี 2548 มีพื้นที่เก็บเกี่ยวประมาณ 5.9 แสนไร่ ผลผลิต
2.11 ล้านตัน มีการกระจายแหล่งปลูกในทุกภูมิภาค ประมาณ 15 จังหวัด
แต่แหล่งปลูกสำคัญจะอยู่ในภาคตะวันตก และ ภาคตะวันออก
ซึ่งจังหวัดที่เป็นแหล่งปลูกสำคัญ ประจวบคิรีขันธ์ เพชรบุรี ชลบุรี ระยอง
ฉะเชิงเทรา การปลูกสับปะรดของไทยส่วนใหญ่ดำเนินงานโดยเกษตรกรรายย่อย
ปัญหาการผลิตที่พบคือ ผลผลิตต่อไร่ต่ำ คุณภาพผลผลิตไม่สม่ำเสมอ
บางช่วงเวลาพบปัญหาไนเตรทตกค้างในเนื้อเกินค่ามาตรฐานที่กำหนด ปัญหาผลแกน
รวมทั้งสีเนื้อผลไม่สม่ำเสมอ
ในด้านการผลิต
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายในการสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสินค้าเกษตร
และได้มีการจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตรไทยขึ้นตั้งแต่ปี2543-2544 เพื่อสนับสนุนให้ผู้ผลิตได้มีการพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรหลายชนิด
ในส่วนของสับปะรดโรงงาน ได้มีการกำหนดมาตรฐานสับปะรดโรงงานของประเทศไทย
โดยประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2543 และในปี 2546 ทางสำนักมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ
ได้มีการปรับปรุงมาตรฐานสับปะรดโรงงานอีกครั้ง โดยมีข้อกำหนดสำคัญในเรื่องคุณภาพคือ
ทุกชั้นคุณภาพ เนื้อสับปะรดจะต้องมีลักษณะปกติ มีความสุกไม่น้อยกว่าร้อยละ 25
และมีไนเตรทในเนื้อสับปะรดไม่เกิน 25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ในการกำหนดปริมาณไนเตรทในเนื้อสับปะรดไม่เกิน
25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมนั้น พบว่ายังเป็นข้อถกเถียงกันระหว่างเกษตรกรผู้ผลิต
และผู้ประกอบการโรงงานสับปะรด
ผู้ประกอบการบางส่วนต้องการให้ลดปริมาณไนเตรทลงมาเหลือ 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
นอกจากนี้ในบางประเทศคู่ค้ายังต้องการให้ลดลงมาเหลือเพียง 5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
ปัญหาไนเตรทในผลสับปะรดที่มากเกินกว่าระดับมาตรฐาน
นับเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งในอุตสาหกรรมสับปะรดกระป๋องรวมทั้งมีผลต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการ
และยังอาจมีผลต่อราคาผลผลิตอีกด้วย
การตกค้างของไนเตรทในปริมาณสูง เมื่อนำไปบรรจุกระป๋องแล้ว ไนเตรทในเนื้อผล
จะทำปฏิกิริยากับดีบุกที่เคลือบกระป๋อง ทำให้ผิวด้านในของกระป๋องเปลี่ยนเป็นสีดำ
และหลุดร่วงลงในน้ำเชื่อม (เดช,2536)
การตกค้างของไนเตรท อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไป
หรือใส่ไม่ถูกช่วงเวลา หรืออาจเกิดจากพืชไม่สามารถทำลายไนเตรทได้ตามปกติ
เนื่องจากความบกพร่องของเอนไซม์ไนเตรทรีดัคเตส
ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่มีหน้าที่เปลี่ยนไนเตรทให้อยู่ในรูปอื่น
โดยเอนไซม์ไนเตรทรีดัคเตส มีโมลิบดินั่ม เป็นองค์ประกอบสำคัญ (Tisdal.,1985) นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องอีกหลายประการ เช่น
การดูดสารไนเตรทขึ้นไปมากในช่วงหลังฝนตก ความเข้มแสงน้อย
และขาดธาตุอาหารเสริมบางตัว รวมทั้งการปฏิบัติบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง เช่นการแคะจุก
หรือ เดาะจุก การลดปริมาณไนเตรทสะสมในเนื้อผลสูงเกินมาตรฐานนั้น กรมวิชาการเกษตรมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาและได้แนะนำสู่เกษตรกรในหลักการเกษตรดีที่เหมาะสมของสับปะรด
( กรมวิชาการเกษตร,2545 )
เกษตรกรจะต้องให้ปุ๋ยและน้ำตามคำแนะนำ
ห้ามใส่ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนหลังการบังคับดอก ห้ามทำลายจุก
และแหล่งที่พบไนเตรทตกค้างสูง ใช้โมลิบดินั่ม 100 กรัม/ไร่ แบ่งใส่ 2 ครั้ง
หลังออกดอก 2.5 และ 4.5 เดือน หรือใช้โพแทสเซียมคลอไรด์ 70.8 กิโลกรัมต่อไร่
หลังออกดอก 2.5 เดือน
สำหรับข้อกำหนดอื่นๆของสับปะรดโรงงานคือ คุณภาพขั้นต่ำ ในทุกชั้นคุณภาพ
สับปะรดจะต้องมีคุณภาพ คือ เป็นสับปะรดสดทั้งผล ไม่มีจุกและก้าน ผลสด
ไม่มีรอยช้ำและไม่เน่าเสีย ปลอดจากศัตรูพืช ไม่มีตำหนิที่เด่นชัดและบาดแผล
สะอาดปราศจากสิ่งแปลกปลอม
การแบ่งชั้นคุณภาพ แบ่งเป็น 2
ชั้น ชั้น 1 ผลมีคุณภาพดี
ปลอดจากตำหนิ ยกเว้นตำหนิเล็กน้อยไม่เกิน 4 % ของพื้นที่ผิว ส่วน ชั้น2 เป็นผลสับปะรดที่ไม่เข้าชั้นที่ 1
แต่อยู่ในคุณภาพขั้นต่ำ มีตำหนิไม่เกิน 8 % ของพื้นที่ผิว ส่วนข้อกำหนดเรื่องขนาด จะแบ่งเพียง 2
รหัสขนาด คือ รหัสขนาด 1 เส้นผ่าศูนย์กลางผล 10.5-15.5 เซนติเมตร รหัสขนาด 2
เส้นผ่าศูนย์กลางผล 9.0-10.4 เซนติเมตร
โดยความยาวผลจะต้องไม่น้อยกว่าเส้นผ่าศูนย์กลางผล
ดังนั้น เพื่อให้มาตรฐานสับปะรดโรงงานที่กำหนด สามารถนำไปใช้ปฎิบัติและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ทวีศักดิ์และคณะ,2548 ได้ทำการสำรวจ
ศึกษาคุณภาพของผลผลิตสับปะรดจากแปลงของเกษตรกร ในแหล่งผลิต
จังหวัดประจวบคิรีขันธ์
เพชรบุรี ชลบุรี ระยอง ตราด และ ฉะเชิงเทรา
เปรียบเทียบกับมาตรฐานเดิมที่กำหนด เพื่อนำข้อมูลมาพิจารณาร่วมกันของทุกฝ่าย
รวมทั้งได้ทำการสัมภาษณ์วิธีการปฏิบัติของเกษตรกรทั้งภาคตะวันออกและภาคตะวันตก
สรุปข้อมูลการปฏิบัติ ซึ่งอาจจะพบข้อบกพร่องบางอย่าง
อันจะนำไปสู่การแนะนำและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตอย่างถูกต้องให้กับกลุ่มเกษตรกร
นำไปปรับปรุงการผลิต ให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพได้ตามมาตรฐานที่กำหนด
เพื่อให้บรรลุผลตามยุทธศาสตร์และนโยบายของรัฐบาล ที่ประกาศให้ปี 2547
เป็นปีอาหารปลอดภัย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันตามระบบการค้าเสรีต่อไป
สมาคมสับปะรดแห่งประเทศไทย
สรุปประเด็นปัญหาของอุตสาหกรรมสับปะรดโดยภาพรวมได้ ดังนี้
ภาคเกษตรกรรม
1.
ประสิทธิภาพการผลิตตกต่ำ ต้นทุนการผลิตสูง ต้นทุนเกี่ยวกับปัจจัยการผลิตสูงขึ้นร้อยละ
70-100 และยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
2. ขาดข้อมูลการผลิตและการตลาดซึ่งส่งผลกระทบต่อการวางแผนการผลิต ผลผลิตไม่กระจายตัว ไม่สามารถกำหนดปริมาณการผลิตให้สมดุลกับความต้องการของตลาดในแต่ละช่วงเวลา ราคาผลผลิต