-----------------------------
บทนำ
ประชากรศาสตร์(Demographic)
สหสาขาวิชาที่กำลังได้รับการสนใจไม่เฉพาะนักประชากรศาสตร์เท่านั้น
ภาพพื้นฐานของประชากรในมุมมองโดยทั่วไปในประเทศไทยมักจะกล่าวถึงภาวะ องค์ประกอบและการเคลื่อนไหวของขนาดประชากร
ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์เฝ้ามองอัตราการเพิ่มขึ้นของพลเมืองและการรองรับได้ของทรัพยากร
พร้อมกับนักสังคมศาสตร์ที่ให้ความสำคัญในเรื่องคุณภาพชีวิต ส่วน
ด้านมุมมองที่นักพัฒนาการเกษตรสนใจมักจะเป็นศาสตร์การประยุกต์ การปรับตัว และผลกระทบที่เกิดขึ้นในภาวะประชากรชนบทจากเหตุของการพัฒนาเศรษฐกิจ
สังคม และเทคโนโลยี การทำความเข้าใจประเด็นประชากรชนบทไทย
ในอดีตจะอธิบายได้จากภาวะประชากรของประเทศเนื่องจากจำนวนประชากรชนบทเป็นส่วนใหญ่ของประชากรทั้งประเทศแต่ปัจจุบันสภาพการณ์เริ่มเปลี่ยนแปลงไป
ประชากรชนบทมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องจนเหลือเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งประเทศ
การศึกษาประเด็นภาวะประชากรชนบทจึงเป็นการศึกษากลุ่มเฉพาะเจาะจงมากขึ้น
นอกเหนือจากปรากฏการณ์เดิมๆที่เคยศึกษาเช่น การเกิด การเจริญพันธุ์ โครงสร้างอายุ
เพศ การตายและการย้ายถิ่น
การศึกษาข้อมูลประชากรจะใช้ฐานข้อมูลจากการสำมะโนประชากรและการเคหะที่จัดทำทุกๆ
10 ปี ประกอบกับข้อมูลการวิจัยสนามของเหล่านักวิจัยสาขาประชากรศาสตร์
ในส่วนของประชากรชนบทนักวิชาการมักใช้ฐานการคำนวณจากข้อมูลประชากรรวมและศึกษาเฉพาะกรณีตามประเด็นภาวะประชากร
ซึ่งรายงานฉบับนี้ได้รวมรวมประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประชากรชบบทโดยเฉพาะการเคลื่อนไหวและการปรับตัวของครัวเรือนตามภาวะและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเหตุการณ์และช่วงเวลา
จากข้อมูลแหล่งต่างๆดังที่กล่าวมาแล้ว
แนวคิดเชิงทฤษฎีและความสัมพันธ์เชิงประชากร
ในบรรดาแนวคิดและทฤษฎีว่าด้วยประชากรที่มีอยู่มากมายนั้นได้เสนอมุมมองประชากรแตกต่างกันไปทั้งมหภาคและจุลถาค
เช่น การเพิ่มประชากรและการเพิ่มผลผลิตอาหาร
การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจกับการเกิดและการตายของประชากร การเจริญพันธุ์ การย้ายถิ่น เป็นต้น
แนวคิดที่น่าสนใจในประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทยโดยเฉพาะมุมมองประชากรในระดับจุลภาคหรือมุมมองด้านผลกระทบและการปรับตัวระดับครัวเรือนนั้นเชื่อว่าแนวคิดด้านเศรษฐศาสตร์ประชากรเป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
ซึ่งเห็นได้ทั่วไปในหมู่นักวิจัยทางสังคมศาสตร์ว่าผลการศึกษาสภาพสังคมเกษตร
หรือความสัมพันธ์ระหว่างเกษตรกรและเทคโนโลยีนั้นปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์เช่นผลตอบแทน
รายได้ จะเป็นปัจจัยสำคัญอันดับแรกที่ทำให้เกิดแรงกดดัน
และส่งผลต่อการตัดสินใจปรับตัวหรือเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบในระบบฟาร์มของเกษตรกรเพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในภาวะการเปลี่ยนแปลง และการปรับตัวทางภาวะประชากรก็เป็นผลอย่างหนึ่งในกระบวนการนี้
นักเศรษฐศาสตร์ประชากรเชื่อว่าระบบเศรษฐกิจที่อยู่ระหว่างการพัฒนาจะส่งผลกระทบต่อการเพิ่มขึ้นของผลผลิตและรายได้
การจ้างและการมีงานทำ
และสุดท้ายคือแบบแผนการดำรงชีวิตของประชากรและการเปลี่ยนแปลงในภาวะประชากร กล่าวคือในช่วงต้นการพัฒนาเศรษฐกิจประชากรจะปรับตัวด้านการเจริญพันธุ์และการตาย
ด้านการตายจะมีการปรับตัวเร็วจากผลการพัฒนาด้านการแพทย์แต่การเจริญพันธุ์จะอาศัยช่วงเวลาจนกระทั่งเกิดความรู้สึกว่าภาวะครอบครัวใหญ่เป็นอุปสรรคต่อการปรับตัวทางเศรษฐกิจ
ผลต่อภาวะเจริญพันธุ์เมื่อรายได้มากขึ้นครัวเรือนจะเลี้ยงดูบุตรได้มากขึ้น
ขณะเดียวกันความคิดเรื่องคุณภาพการเลี้ยงดูจะเข้ามาแทนที่ประกอบกับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นและเวลาที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้านทำให้ผลักดันให้ลดการเจริญพันธุ์ ภาวะการตายได้รับผลจากการพัฒนาเศรษฐกิจที่ดีขึ้นทำให้เปลี่ยนแปลงสาเหตุการตายจากโรคภัยธรรมชาติเป็นจากเครื่องมือ
เครื่องจักร
ส่วนการย้ายถิ่นนั้นมีแรงผลักดันโดยตรงจากเศรษฐกิจเพราะการคาดหวังในโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าในพื้นที่ที่ย้ายไป(เทียนฉาย
กีรนันทน์,2526)
ประชากรชนบท
ตามความหมายของสำนักงานสถิติแห่งชาติหมายถึงประชากรที่อาศัยอยู่นอกเขตเทศบาล
หรือนอกเขตท้องถิ่นที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาออกตามความในพระราชบัญญัติเทศบาล
การศึกษาโครงสร้างประชากร
(population structure)
หรือโครงสร้างทางอายุและเพศ (age and sex structure)
แสดงให้เห็นถึงจำนวนและสัดส่วนประชากรชายหญิงในช่วงอายุหนึ่ง
ซึ่งเป็นผลมาจากการสั่งสมของภาวะเจริญพันธุ์ การตาย การย้ายถิ่นในอดีต (จรรยา
เศรษฐบุตร,2532)
ตารางที่1
จำนวนประชากรและอัตราการเพิ่มประชากร
|
ปี |
จำนวน (ล้านคน) |
อัตราการเพิ่ม |
|
2452 |
8.15 |
- |
|
2462 |
9.21 |
1.22 |
|
2472 |
11.51 |
2.23 |
|
2480 |
14.46 |
2.86 |
|
2490 |
17.44 |
1.87 |
|
2503 |
26.26 |
3.15 |
|
2513 |
34.39 |
2.70 |
|
2523 |
44.82 |
2.65 |
|
2533 |
54.55 |
1.96 |
|
2543 |
60.61 |
1.05 |
ที่มา : สำนักงานสถิติแห่งชาติ,
2543
จำนวนประชากรชนบท
จำนวนประชากรชนบท มีแนวโน้มลดลงเป็นต้นมาตั้งแต่ปี2503
คือลดลงจากร้อยละ87.5 เป็น ร้อย
ละ
68.9 ในปี 2543 ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกันกับอาชีพเกษตรกรรมที่มีแนวโน้มลดลงจากร้อยละ
82.3ในปี2503 (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2543) เหลือร้อยละ46.4
ในปี2543(มหาวิทยาลัยมหิดล,2543)
ขณะที่อาชีพนอกเกษตรมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาเช่นกัน(ตารางที่2)
ตารางที่2
อัตราร้อยละของประชากรตามที่อยู่อาศัยและอาชีพ
|
ปี |
เขตเมือง |
เขตชนบท |
อาชีพเกษตรกรรม |
อาชีพนอกเกษตร |
|
2503 |
12.5 |
87.5 |
82.3 |
17.7 |
|
2513 |
13.2 |
86.8 |
79.4 |
20.6 |
|
2523 |
17.0 |
83.0 |
72.3 |
27.7 |
|
2533 |
18.7 |
81.3 |
67.3 |
32.7 |
|
2543 |
31.1 |
68.9 |
46.4* |
53.6 |
ที่มา : สำนักงานสถิติแห่งชาติ,
2543 และ * มหาวิทยาลัยมหิดล,2543
อายุแรกสมรสชายชนบทเฉลี่ย 24.2 ปี หญิง 21.4 ปี
เร็วกว่าในเมืองเล็กน้อยคือ 24.3 และ 22.0 ปี (จรรยา เศรษฐบุตร,2532) อัตราเจริญพันธุ์ 6.42 คน
ในปี 2503 - 2508 ลดลงเหลือ 2.96 คน
ในปี 2528 - 29 และ 2.28 คนในปี 2538 39
(สำนักงานสถิติแห่งชาติ,2543)
อายุ
การเปลี่ยนแปลงจำนวนประชากรชนบท
จากปี2513 - 2543 ประชากรช่วงอายุ 0 - 14 ปี มีจำนวนลดลงจากร้อยละ 40.6
เป็นร้อยละ 24.7 วัยทำงานอายุ
15 - 59 ปี มีจำนวนสูงขึ้นจาก ร้อยละ 54.9 เป็น ร้อยละ 68.6 เช่นเดียวกันกับประชากรสูงอายุหรือ
60 ปีขึ้นไปมีจำนวนเพิ่ม จากร้อยละ 4.3 เป็น ร้อยละ 6.6 (จรรยา เศรษฐบุตร,2532) ประมาณว่า ปี2563
ผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นถึง10 ล้านคน(กุศล
สุนทรธาดา,2539)
ภาวะผู้สูงอายุในชนบทส่วนใหญ่มีการศึกษาต่ำ
จะไม่เอื้ออำนวยต่อการทำการเกษตรหรือลูกหลานไม่ให้ทำเพราะเกรงจะอับอายต่อเพื่อนบ้าน
ผู้สูงอายุเหล่านี้จะทำหน้าที่ดูแลหลาน และจะมีลูกหลานส่งเงินมาให้ใช้จ่าย
แม้ไม่สม่ำเสมอแต่ชาวบ้านในหมู่บ้านเดียวกันจะให้ความช่วยเหลือเท่าที่ช่วยได้
(จรรยา เศรษฐบุตร,2532)
เพศ
เพศหญิงจะมีอัตราส่วนสูงกว่าชายเมื่ออายุเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะช่วงวัยสูงอายุ
(ตารางที่3)
แสดงให้เห็นถึงถึงอายุขัยเฉลี่ยของเพศหญิงที่สูงกว่าเพศชายคือเฉลี่ยหญิง 66.2 ปี
ชาย 62.2 ปี
สิ่งที่สะท้อนให้เห็นประการหนึ่งคือภาวะการเป็นหม้ายของหญิงสูงกว่าชาย อัตราส่วนชายหม้าย/หญิงหม้าย 1/3.6 (จรรยา เศรษฐบุตร,2532)
ตารางที่3
อัตราส่วนทางเพศของประชากรชนบทจำแนกตามกลุ่มอายุ
|
อายุ |
2513 |
2523 |
2533 |
2543 |
||||
|
ชาย |
หญิง |
ชาย |
หญิง |
ชาย |
หญิง |
ชาย |
หญิง |
|
|
0-14 |
102 |
100 |
104 |
100 |
102 |
100 |
103 |
100 |
|
15-59 |
97 |
100 |
98 |
100 |
102 |
100 |
103 |
100 |
|
60+ |
84 |
100 |
85 |
100 |
84 |
100 |
83 |
100 |
ที่มา: จรรยา เศรษฐบุตร,2532 หน้า 273
ประชากรที่เป็นภาระคือประชากรช่วงอายุ 0 - 14 ปี
และมากกว่า60ปีที่ประชากรวัยแรงงานจะต้องเลี้ยงดู ภาวะพึ่งพิง(economically dependent) และอัตราภาระพึ่งพิง
(dependency ratio)ของประชากรชนบท
ลดลงจาก 81.9 ในปี 2513 เป็น 65.0 และ 45.6 ในปี2523 และ2543 (จรรยา
เศรษฐบุตร,2532)
เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราส่วนการเป็นภาระรวมของประชากรทั้งหมดพบว่า
มีสัดส่วนน้อยกว่าคือ 99.9 ในปี 2513 และ 77.8 ในปี 2523(สำนักงานสถิติแห่งชาติ,2543)
ภาพที่1
ปิรามิดประชากรชนบทไทยปี 2513-2543
ปี
2513,2523 คำนวณจากสำมะโนประชากร ปี 2533,2543 คาดการประมาณประชากร
ที่มา : จรรยา
เศรษฐบุตร,2532 หน้า 264
การปรับตัวในระบบครอบครัว
ครอบครัวมีหน้าที่ สร้างสมาชิกใหม่ เลี้ยงดูคุ้มครอง
อบรมให้ความรู้ กำหนดตำแหน่งหน้าที่
ลักษณะครอบครัวไทยเป็นครอบครัวขยาย ให้อำนาจสามี ลูกเป็นจุดรวมใจ
ผูกพันทางสายเลือด และเคารพอาวุโส ลักษณะครอบครัวคุณภาพจะมีการชื่นชมคุณค่าของคนในครอบครัว มีเวลาอยู่ร่วมกัน
มีพันธะต่อความสุขและสวัสดิภาพ
ติดต่อสื่อสารระหว่างกันดี
ศรัทธาต่อศาสนา มีสมรรถนะในการจัดการกับวิกฤตการณ์
การเปลี่ยนแปลงและปัญหาในครอบครัวพบว่าอำนาจบิดาต่อบุตร
สามีต่อภรรยามีน้อยลง อาจกล่าวได้ว่า
อำนาจในครอบครัวที่ขึ้นกับฐานการควบคุมทรัพยากร (อัจฉรา นวจินดา,2530)
นั้นมีผลน้อยลง
ครอบครัวมีขนาดเล็กลง ความสัมพันธ์ลดลง บทบาทมารดาเปลี่ยน
ไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ค่านิยมเปลี่ยน ครอบครัวแตกแยก
ปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาครอบครัวจากภายนอกคือ
การเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างอำนาจ บทบาทสมาชิก ขนาดครอบครัว เศรษฐกิจ ขนมธรรมเนียม
ปัจจัยภายในเกิดจาก บุคลิกภาพบิดามารดา การจัดการเวลาร่วมกัน บรรยากาศครอบครัว
การวางแผนบุตร พฤติกรรมบิดามารดา
รูปแบบที่พึงปราถนาคือ ความเข้ากันได้ของสมาชิกใหม่ มีอาชีพแน่นนอนสุขภาพดี
สามีภรรยาช่วยเหลือกัน แยกครอบครัว บุตร 1-2 คน เลี้ยงดูให้ดี
ตอบรับครอบครัวแบบเศรษฐกิจใหม่ (โสภา ชลิปมันน์,2534)
ด้านคุณภาพชีวิต
สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(2541) รายงานสถานภาพชนบทไทยประจำปี2539
พบว่าหมู่บ้านที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ร้อยละ 2.5 หรือ1,494 หมู่บ้าน การคมนาคมไม่มีรถสาธารณะวิ่ง 3,016
หมู่บ้าน ครัวเรือนร้อยละ 51.5 มีรถจักรยานยนต์ใช้ สภาพบ้านมุงกระเบื้องร้อยละ 96.4 มีแหล่งรวมผลผลิต 1 แห่ง ต่อ 9 หมู่บ้าน
มีโรงสี 2.5 โรงต่อหมู่บ้านเกษตรกรร้อยละ14.4 เป็นสมาชิก สหกรณ์ ครัวเรือนร้อยละ 86.8 มีน้ำสะอาดดื่มเพียงพอ ร้อยละ92.29 มีน้ำใช้เพียงพอ ร้อยละ95.9 มีส้วมราดน้ำ น้ำหนักเด็กแรกเกิดร้อยละ 87.8
มีน้ำหนักมากกว่า 3,000 กรัม การศึกษาร้อยละ 85 จบประถมศึกษา หมู่บ้านร้อยละ75 มีหอกระจายข่าว
ส่วนอาชีพมีการรับจ้างมากขึ้นและครัวเรือนที่มีรายได้รายได้น้อย 1.13
ล้านครัวเรือน
ภาพของระดับการพัฒนาส่วนใหญ่ชี้ให้เห็นถึงการได้รับบริการและการบริโภคตามความจำเป็นพื้นฐานในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนชนบท
ในภาพรวมแม้มีการพัฒนาที่ดีขึ้นเป็นลำดับ แต่ลักษณะบุคคล เช่นการศึกษา
อาชีพ และรายได้ยังแสดงถึงปัญหาและความซับซ้อนที่แอบแฝงอยู่ในภาวะประชากรชนบท
คุณภาพชีวิตบุคคลหรือครอบครัวมีความสัมพันธ์กับหน้าที่ครอบครัว
กล่าวอีกนัยหนึ่งว่าถ้าครอบครัวสามารถสนองความต้องการได้มากคุณภาพชีวิตบุคคลในครอบครัวจะสูงไปด้วย(ภาพที่2)
มนัส สุวรรณ(2538)
ทำการวิจัยวิเคราะห์ตัวแปรที่มีผลต่อการอยู่ดีกินดีของประชากรในชนบท 2 หมู่บ้าน
พบว่าข้อมูลประชากรทั่วไปจบการศึกษาระดับประถมปีที่4 สมาชิกครัวเรือน 1 - 5 คน ทำงานเชิงเศรษฐกิจ
1 - 4 คน ประมาณร้อยละ 41-53 มีพื้นที่เพียงพอสำหรับครัวเรือน ใช้พื้นที่ปีละ 2
ครั้ง รายได้เฉลี่ย 3,414 5,309 บาท/ครัวเรือน/ปี
ร้อยละ 10 - 25 มีเงินเหลือออม
ในหมู่บ้านห่างไกลเมืองส่วนใหญ่ใช้เงินกู้ยืมเพื่อลงทุนประกอบอาชีพมากกว่าเงินส่วนตัว ด้านปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาทางด้านสังคมและเศรษฐกิจหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือต่อความอยู่ดีและกินดีของประชากรในชนบท
โดยรวมแล้วปัจจัยทางประชากรมีความสัมพันธ์กับการอยู่ดีกินดีของประชาชนมากที่สุด
โดยเฉพาะในตำบลที่ตั้งไกลตัวเมือง เพศ อายุของหัวหน้าครอบครัว และจำนวนคนชราภายในครอบครัวมีอิทธิพลต่อการพัฒนาทางสังคมมากที่สุดส่วนปัจจัยเศรษฐกิจพบว่าจำนวนสมาชิกในครัวเรือนทั้งหมด
สมาชิกที่สามารถทำงานเชิงเศรษฐกิจได้ แหล่งเงินทุน สถานที่ขายผลผลิต
รายได้ของครอบครัว และความช่วยเหลือจากรัฐบาล มีบทบาทมากที่สุด
ภาพที่2
แบบจำลองความสัมพันธ์ระหว่างหน้าที่ของครอบครัวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตบุคคล



หน้าที่ทางสันทนาการ
ระดับสูงสุด





หน้าที่ทางศาสนา ศักยภาพ

แห่งตน
หน้าที่ให้การศึกษา
![]()


![]()
ความนับถือ/
ระดับพึงพอใจ


![]()



หน้าที่ทางเศรษฐกิจ สุนทรียภาพ

![]()
![]()
![]()
![]()

หน้าที่กำหนดสถานภาพ ความรู้สึกรักและเป็นเจ้าของ

![]()
![]()

หน้าที่ให้ความรัก ความรู้สึกปลอดภัยและมั่นคง
ระดับต่ำสุด

![]()
หน้าที่ให้ความปลอดภัย

ความต้องการทางกายภาพ
หน้าที่ทางชีววิทยา
หน้าที่ของครอบครัว ความต้องการของบุคคล คุณภาพชีวิตบุคคล
ในภาพรวมของขนาดประชากรทั้งประเทศหลังปี2513เป็นต้นมา อัตราการเพิ่มของประชากรลดลงอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ
2.7 เป็น 1.05ในปี2543
เช่นเดียวกับภาวะการปรับตัวของประชากรชนบทที่มีขนาดลดลงจากร้อยละ 1-3
ในช่วงปี2503-2533 เป็นร้อยละ 12.4 ในช่วงปี2533-2543
ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าช่วง10 ปีหลังขนาดประชากรชนบทได้ลดลงเป็นอย่างมาก
หากอธิบายด้วยความสัมพันธ์เชิงทฤษฏีว่าด้วยผลกระทบของปจัจัยทางเศรษฐกิจต่อประชากรจะพบว่ามีปัจจัยดึงดูดให้ประชากรชบบทย้ายไปตั้งถิ่นฐานในเมืองมากขึ้นทั้งนี้เนื่องจากช่วงปี2533เป็นต้นมาเป็นช่วงที่ตรงกับประเทศมีการเติบโตทางการพัฒนาเศรษฐกิจสูงกล่าวคือตั้งแต่แผนพัฒนาฉบับที่1-5
อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยร้อยละ 6.8
และขยายตัวเพิ่มขึ้นในแผนพัฒนาฉบับที่6 ร้อยละ10.9 และฉบับที่7 ร้อยละ
8.3(ตารางที่4)
ตารางที่4
อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
|
ปี |
ร้อยละ(GDP) |
|
2504-2509 |
7.3 |
|
2510-2514 |
7.2 |
|
2515-2519 |
6.2 |
|
2520-2524 |
8.2 |
|
2525-2529 |
5.3 |
|
2530 |
9.5 |
|
2531 |
13.3 |
|
2532 |
12.3 |
|
2533 |
11.6 |
|
2534 |
7.9 |
|
2535 |
7.4 |
|
2536 |
8.3 |
|
2537 |
8.7 |
|
2538 |
8.7 |
ที่มา
: ธนาคารกรุงไทย,2540
ธนาคารทหารไทย,2536 และ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมมาธิราช,2539
อีกปัจจัยหนึ่งคือผลของนโยบายประชากรพยายามที่จะกำหนดขนาดประชากรที่เหมาะสม
ซึ่งพิจารณาจากการผลิตที่ทำให้ผลผลิตต่อหัวสูงสุด(บุญเลิศ เลียวประไพ,2539 ก)
และกำหนดจากแนวโน้มประชากรในอดีตถึงปัจจุบัน ดังเห็นได้จากนโยบายประชากร ปี 2449 -
2487 เน้นการเพิ่มการเกิดและลดการตาย ปี2487 - 2501 ลดการตาย ปี2501 - 2513
ลดอัตราเพิ่มประชากร
และในปี2513นี้เองที่มีการประกาศใช้นโยบายการวางแผนครอบครัว(บุญเลิศ
เลียวประไพ,2535)
ผลของนโยบายการวางแผนครอบครัว ส่งผลทำให้ลดการเกิดและอัตราเจริญพันธุ์ในชนบทลดลง
เนื่องจากการคุมกำเนิด และระยะการให้นมบุตรที่ยาวนานของแม่ในชนบท(วรชัย
ทองไทย,2530) นอกจากนั้น
อัตราเจริญพันธุ์ที่ลดลงยังเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและความต้องการมีบุตร
ซึ่ง Knodel
et al.(1987 อ้างโดยจรรยา เศรษฐบุตร,2532) กล่าวว่า
สภาพที่มีผลต่อการต้องการมีบุตรคือ การลดลงของการตายของทารกและเด็ก
การเปลี่ยนทัศนะต่อการครองชีพ
ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรที่สูงขึ้นโดยเฉพาะการศึกษาที่มากขึ้นนอกจากนี้การแทรกซึมของตลาดสินค้าที่แทรกเข้ามาในชนบททำให้มีรายจ่ายมากขึ้น เกิดการเลือกระหว่างการมีบุตรคนหนึ่งกับการได้มาซึ่งสินค้าที่ตนเองต้องการ
และสตรีไทยมีความเป็นอิสระมีส่วนในการตัดสินใจด้านการมีบุตรและการคุมกำเนิดมากขึ้น
จากปี 2513 - 2533 ถือเป็นช่วงที่มีการปฏิวัติครอบครัว
ประชากรมีการเกิดลดลง วัยแรงงานและผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น อัตราแบกรับประชากรลดลง
รายได้/หัวสูงขึ้น แรงงานมีมากขึ้น
คาดการณ์ปี 2553 ประชากรอายุ 0 - 29 ปี ลดลงจากปี2533 ร้อยละ14.1
ขณะที่อายุมากว่า 30ปี มีจำนวนเพิ่มขึ้น(บุญเลิศ เลียวประไพ, 2539 ข) จากการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มของประชากร
ที่เกิดการขยายฐานกว้างในวัยรุ่นซึ่งเริ่มเข้าสู่วัยแรงงาน
ได้ส่งผลกระทบต่อการมีงานทำในชนบท ประกอบกับ
ผู้หญิงมีการศึกษาสูงขึ้น ภาวะเจริญพันธ์ลดลง เข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น
เป็นปัจจัยผลักดันให้ประชากรชนบทย้ายเข้าสู่เมือง
ถึงแม้แนวโน้มการพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมจะเปลี่ยนวิถีการผลิตที่มีการใช้แรงงานน้อยลง ผู้หญิงมีอายุ หรือการศึกษาต่ำ ต้องออกจากงานมากขึ้น
(ฟิลิป เกสต์,2539)
แต่การสร้างงานภาคอื่นโดยเฉพาะภาคบริการยังต้องการแรงงานราคาถูกอยู่มาก
การปรับตัวด้านอาชีพของประชากรชนบท