การสร้างทุนทางสังคมเพื่ออนุรักษ์พื้นที่ป่าสาคู

: ศึกษากรณีขบวนการเคลื่อนไหวของเครือข่ายอนุรักษ์ป่าสาคู อ.นาโยง จ.ตรัง*

(The Construction of Social Capital  to Conserve  Sagu – Palm Forest Area : A Case Study of Pa Sagu Conservation Networks in Na Young District ,Trang Province )

นางสาวสาริณีย์   จันทรัศมี

 

               

ทุนทางสังคมคือรูปแบบหนึ่งของเครือข่ายทางสังคม (Social Network) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ในสังคม (Social Relations) ที่คนในระดับชุมชน หรือระดับที่กว้างขวางกว่าชุมชน สามารถผลิต/ ผลิตซ้ำความเป็นกลุ่มขึ้นมาในแบบใหม่ เพื่อระดมทุน ทรัพยากร ความรู้ หรือศักยภาพในการพัฒนา ตลอดจนความสามารถในการปรับตัวเพื่อแก้ปัญหาของชุมชน บนพื้นฐานของการอาศัยความร่วมมือ การรู้จัก ความไว้วางใจและพันธะผูกพันระหว่างกัน ดังนั้นทุนทางสังคมจึงเป็นสายสัมพันธ์ที่รวมเอาคนที่มีพื้นฐานและภูมิหลังทางเศรษฐกิจและสังคมในระดับเดียวกัน หรือในระดับที่มีความแตกต่างเหลื่อมล้ำกัน เข้ามาอยู่ในเครือข่ายก็ได้ และสามารถจะสร้างความสัมพันธ์กันในแบบเหนียวแน่น มีกิจกรรมร่วมและมีระบบคุณค่าที่ยึดถือร่วมกันอย่างเข้มข้น หรือเป็นการรวมกลุ่มกันแบบหลวมๆ เพื่อทำกิจกรรมร่วมเป็นครั้งคราว โดยมีระบบคุณค่าที่ยึดถือร่วมกันบางอย่างก็ได้ ซึ่งคุณลักษณะที่แตกต่างกันของคนในเครือข่ายและลักษณะความร่วมมือระหว่างสมาชิก จะเป็นตัวแปรที่บ่งชี้ถึงศักยภาพ ตลอดจนเป้าหมายของทุนทางสังคมแบบต่างๆ ตลอดจนเป็นสิ่งที่บ่งชี้ถึงข้อจำกัดที่ทำให้เครือข่ายบางประเภทเป็นทุนทางสังคมที่สามารถจัดการกับปัญหาบางอย่างได้ดี/ด้อยกว่าเครือข่ายบางประเภท

 

 

 

 

 

 

*ที่มา : วิทยานิพนธ์ หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สำนักวิชาศิลปศาสตร์ สาขาวัฒนธรรมศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์     ปี2550

 

ข้อมูลพื้นฐานและพัฒนาการของชุมชน

 

1.           ประวัติความเป็นมาของชุมชนที่ศึกษา

                  สภาพทั่วไปของตำบลโคกสะบ้า ชื่อโคกสะบ้ามีที่มาผู้คนในท้องถิ่นภาคใต้จะเรียกลักษณะเนินดังกล่าวนี้ว่า  “โคก”   ส่วนที่มาของคำว่า    “สะบ้า"   นั้นก็เพราะว่า  ในพื้นที่นี้มีเถาวัลย์ชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า “เถาวัลย์สะบ้า”  มีพื้นที่ทั้งหมด 10,625  ไร่ ส่วนใหญ่จะมีพื้นที่เป็นพื้นที่ราบลุ่มและที่พรุ โดยจะลาดเอียงไปทางฝั่งทิศตะวันตก มีแหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญหลายสายที่ไหลผ่าน  และมีป่าสาคูขึ้นตามแนวลำคลองต่างๆ  ทั้ง  4  สาย     มีจำนวนครัวเรือน 1,186 ครัวเรือน ประชากรทั้งสิ้น 6,247 คน ขนาดสมาชิกเฉลี่ย 6 คน/ครัวเรือน   สภาพสังคม มีการนับถือกันในระบบเครือญาติ มีการดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายตามแบบสังคมพื้นบ้าน ยึดถือประเพณีไทยตามหลักศาสนา เป็นแหล่งรวมของศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านมากที่สุดในอำเภอนาโยง เช่น หนังตะลุง มโนราห์ และการผลิตด้านหัตถกรรม การจักสาน ด้วยใบจากสาคู   ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตร ได้แก่ทำสวนยาง ทำนา ไม้ผล และเลี้ยงสัตว์  โดยประชากรประกอบอาชีพรับจ้าง 4685 คนหรือร้อยละ 75 รองลงมาคือรับจ้าง 625 คน หรือร้อยละ 10 นอกจากนั้น 937 คน หรือร้อยละ 15 ประกอบอาชีพ รับราชการ ค้าขายและอื่นๆ

                  สภาพทั่วไปของตำบลนาข้าวเสีย  คำว่า “นาข้าวเสีย” เป็นคำที่มีที่มาจากหลายเหตุผล บ้างก็ว่า  การเรียกชื่อ ตำบลนาข้าวเสียนั้นก็เพราะว่ามีสาเหตุมาจากบริเวณพื้นที่ดังกล่าวนั้นจะมีลักษณะเป็นทุ่งนาเล็กๆ มีแหล่งน้ำและพื้นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก   ทำให้ต้นข้าวเจริญงอกงามจนเกินไปและไม่สามารถที่จะออกรวงได้ ชาวบ้านจึงเรียกว่าพื้นที่ดังกล่าวนี้ว่า    "ตำบลนาข้าวเสีย"     และบ้างก็ว่า พื้นที่นี้มีความอุดมสมบูรณ์มาก สามารถปลูกข้าวได้ผลผลิตที่ดี  สมัยก่อนจึงมีการส่งข้าวที่ทำนาได้ให้เป็นส่วยแก่ทางราชการแทน           มีเนื้อที่ 12,500 ไร่    มีหลายลักษณะทั้งที่ราบและที่ลุ่ม  จำนวนประชากร  2,191 ครอบครัว 8,819 คน สภาพสังคม มีการดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายตามแบบสังคมพื้นบ้านเช่นเดียวกับตำบลโคกสะบ้า    ประกอบอาชีพเกษตรกรรม  ได้แก่  การทำสวนยางพารา  ทำนา  ปลูกผลไม้  เลี้ยงสัตว์และปลูกผัก  ค้าขาย  รับจ้าง  และรับราชการ 

 

 

 

2. ประวัติการตั้งถิ่นฐาน

การตั้งถิ่นฐานของชุมชนเริ่มมาประมาณ 200 ปี  ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเกิดขึ้นจากการอพยพเข้ามาของผู้คนจากหมู่บ้านอื่นๆที่อยู่ใกล้เคียงกันเพื่อเข้ามาจับจองพื้นที่ทำมาหากิน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลและเป็นป่าที่หนาทึบ  การอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานของผู้คนนั้นมาจากหมู่บ้านต่าง ๆ  ที่อยู่ใกล้เคียง  โดยเลือกพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการตั้งถิ่นฐานเพื่อความสะดวกเหมาะสมต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ  

นายเม่า  ชุ่มเชื้อ อายุ 84  ปี   โดยเป็นคนรุ่นแรกๆ ที่เข้ามาบุกเบิกพื้นที่อยู่อาศัยและทำกินในชุมชนแห่งนี้ เล่าว่า เมื่อก่อนนั้นตนได้เข้ามาอยู่ในพื้นที่หนองพาบน้ำ (ตำบลโคกสะบ้าในปัจจุบัน) จะมีเพียงครอบครัวของตนเอง และกลุ่มญาติพี่น้อง  รวม 3 หลังคาเรือนเท่านั้นที่เข้ามาจับที่ดิน (เข้ามาจับจองที่ดิน) ช่วงระยะเวลาหลังจากนั้นไม่นานนัก ก็มีผู้คนเริ่มอพยพเข้ามาบุกเบิกที่ทำกินกันเรื่อยมา  ในสมัยก่อนพื้นที่บริเวณดังกล่าวนี้เป็นป่าหนาทึบ มีสัตว์ป่าที่ดุร้ายจำนวนมากอาศัยอยู่ เช่น เสือ งูต่างๆ โดยเฉพาะงูจงอางที่มีความดุร้ายมาก บางคนพบงูจงอางเข้าก็ถูกไล่วิ่งหนีจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดก็มี   ตนเองนั้นได้เข้ามาถางป่าและจับจองพื้นที่โดยการปลูกข้าว และพืชผักผลไม้ต่างๆ  โดยผู้คนในชุมชนจะเป็นที่รับรู้กันว่าบริเวณพื้นที่ดังกล่าวที่มีการถางป่าไว้ ปลูกข้าวหรือพืชผักผลไม้แสดงว่ามีเจ้าของแล้วและเป็นที่ดินบริเวณดังกล่าวก็ตกเป็นของผู้นั้น 

ตาเม่าบอกว่าตอนนั้นใครมีกำลังความสามารถถางป่าได้มาก ก็จะจับจองพื้นที่ได้มาก  เพราะสมัยนั้นมีคนอาศัยอยู่น้อย มีพื้นที่ว่างเปล่าสำหรับที่จะจับจองทำกินอย่างเหลือเฟือ ทุกครอบครัวอยู่กันอย่างพึ่งพาอาศัยกันทำมาหากินอย่างไม่เดือดร้อน มีน้ำท่าข้าวปลาอาหารที่อุดมสมบูรณ์มาก  และไม่มีการแย่งชิงที่ดินทำกินกันอย่างเช่นปัจจุบัน   ตาเม่าบอกว่าสมัยก่อนนั้นสาคูเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากเพราะว่าจะต้องใช้ประโยชน์จากต้นสาคูเกือบทุกส่วน    ไม่ว่าจะเป็นใบสาคูในการทำจากเพื่อมุงหลังคาบ้าน และเป็นเครื่องใช้สอยต่างๆ รวมถึงเป็นแหล่งอาหารในชีวิตประจำวันอีกด้วย    ตาเม่าได้บุกเบิกถางพื้นที่ป่าริมคลองเป็นพื้นที่นา  ตาเม่าบอกว่าตนเองทำนาเพียงคนเดียวโดยใช้ควาย 4 ตัว ทั้งไถนาและนวดข้าว โดยการอาศัยน้ำจากระบบนิเวศป่าสาคูในการทำนา 

ป้าเมียด อายุ  51 ปี ป้าเมียดนับได้ว่าเป็นคนรุ่นที่สองที่เข้ามาอยู่ในชุมชน      ได้เล่าเรื่องราวในชุมชนว่า พ่อแม่ของป้าได้เข้ามาจับจองพื้นที่แห่งนี้ทำกิน ซึ่งเห็นว่าเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมสำหรับการทำนา เพราะเป็นพื้นที่ราบ ใกล้กับแหล่งน้ำและป่าสาคูที่มีความอุดมสมบูรณ์ สามารถที่จะใช้น้ำสำหรับการบริโภคและการทำนา รวมถึงเป็นแหล่งอาหารที่สามารถเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้อย่างไม่ขาดแคลน ป้าเมียดเล่าว่า “ป้าเกิดมาก็พบว่ามีป่าสาคูขึ้นอยู่แล้ว ช่วงเวลานั้นป่าสาคูมีความอุดมสมบูรณ์มาก ครอบครัวของป้า ทำนากัน โดยอาศัยน้ำจากในลำคลอง ในอดีตป่าสาคูอุดมสมบูรณ์ทำให้ในลำคลองหนองบึง มีความอุดมสมบูรณ์อย่างมาก  น้ำกินน้ำใช้ไม่เคยขาดแคลนเลย”   

การตั้งบ้านเรือนในตำบลนาข้าวเสียและตำบลโคกสะบ้าส่วนใหญ่นั้นจะเลือกตั้งบ้านเรือนเป็นกลุ่มๆ ตามแนวแม่น้ำลำคลอง เพื่ออาศัยในการอุปโภคบริโภคและทำการเกษตร  การสร้างบ้านเรือนนั้นในสมัยก่อนอาศัยส่วนต่างๆ ของต้นสาคูในการสร้างบ้านเรือน โดยใช้ไม้จากต้นสาคูเป็นเสาเรือนและฝาบ้าน ส่วนหลังคานั้นใช้ใบสาคูซึ่งนำไปแช่น้ำและมาเย็บเป็นตับจากใช้มุงหลังคา และทางเดินเท้าก็ใช้เปลือกนอกต้นสาคูปูพื้นใช้ทำทางเดิน ซึ่งในปัจจุบันนั้นได้มีการปรับเปลี่ยนเป็นการสร้างบ้านเรือนแบบสมัยใหม่  ผู้ที่มีฐานะร่ำรวยก็หันไปนิยมใช้วัสดุสมัยใหม่ที่มีความสวยงามและคงทนกว่า  คือ  อิฐและปูน แทนต้นสาคู ส่วนหลังคาก็มีการหันไปนิยมใช้กระเบื้องแทน   ส่วนผู้ที่มีฐานะปานกลางก็สร้างบ้านเรือนด้วยไม้ ส่วนหลังคาก็จะใช้สังกะสีแทนเพราะมีราคาถูกกว่ากระเบื้องส่วนผู้ที่มีฐานะยากจนก็ยังคงสร้างบ้านเรือนจากไม้สาคูและใบจากสาคู โดยให้เหตุผลว่าสร้างบ้านจากต้นสาคูและใบจากนั้น เป็นธรรมชาติอากาศถ่ายเทสะดวกและเย็นสบายกว่า

 

3. ทรัพยากร และพัฒนาการด้านการจัดการ

ทรัพยากรที่ดินของชุมชน 

ในอดีตการเข้ามาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนของผู้คนนั้น จะมีการแผ้วถางป่าเพื่อจับจองพื้นที่สำหรับสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัยและพื้นที่สำหรับทำการเกษตร โดยส่วนใหญ่นั้นจะเลือกทำเลที่ตั้งที่มีฐานทรัพยากรที่มีความอุดมสมบูรณ์ เช่น บริเวณใกล้กับแหล่งน้ำลำคลอง บริเวณพื้นดินที่ราบลุ่มมีความอุดมสมบูรณ์  ในการเข้ามาตั้งถิ่นฐานและจับจองที่ดินนั้น ชาวบ้านเล่าว่า จะต้องมีการจับจองไว้ก่อนจะถางโดยการทำ ปักกำ[1] แสดงไว้หรือการถางซุยไว้เมื่อคนอื่นเห็นก็จะไม่มาถางพื้นที่นั้น   สำหรับผู้ใดที่สามารถถางป่าโล่งเตียนได้พื้นที่สำหรับทำการเกษตรมากเพียงใด ก็จะจับจองและเป็นเจ้าของพื้นที่ดังกล่าวได้เท่านั้น โดยจะเป็นที่รับรู้และยอมรับกันของผู้คนในชุมชน และในสมัยก่อนนั้นมีที่ดินอย่างเหลือเฟือประกอบกับมีผู้คนเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่ยังมีจำนวนน้อย ทำให้ไม่มีการแย่งชิงที่ดินทำกินกัน     ชาวบ้านในชุมชนได้ใช้พื้นที่ดังกล่าวสำหรับทำการเกษตร  ได้แก่  การทำนา การทำสวน การปลูกผลไม้หรือสวนสมรม และการเลี้ยงสัตว์   อาทิเช่น  วัว  ควาย  เป็ด ไก่  และสุกร  เป็นต้น 

ที่ดินในชุมชนส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบลุ่มเหมาะสำหรับการทำนา นอกจากนี้พื้นที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์ทั้งในเรื่อง ดิน น้ำ ภูมิอากาศ  ทำให้ชุมชนแห่งนี้มีชื่อเสียงในเรื่องของการทำนาเพราะที่ได้ผลผลิตดีมากจนในสมัยก่อนชาวนาจะส่งข้าวเป็นส่วยแก่ทางราชการ ความเป็นอยู่ในสมัยนั้นมีความเรียบง่าย ไม่ต้องซื้อหาสิ่งของที่เกินความจำเป็น อาหารจำพวกข้าวก็ได้จากการทำนา ปลาก็หาได้จากแม่น้ำลำคลอง พวกพืชผักก็หาได้จากป่าสาคู  การทำนาส่วนใหญ่แล้วชาวบ้านในชุมชนนิยมที่จะปลูกข้าวเก็บไว้สำหรับเลี้ยงครอบครัวของตนเอง  และจะแบ่งไว้สำหรับส่วนที่เหลือเพื่อจะนำไปแลกเปลี่ยนกับสิ่งของต่างๆ ที่หาไม่ได้ในชุมชน หรือแลกเปลี่ยนกับสิ่งของต่างๆ จากผู้คนในชุมชนอื่นๆ ทั้งที่อยู่ใกล้เคียงและชุมชนที่อยู่ไกลออกไป สิ่งของที่ชาวนานำข้าวไปแลกเปลี่ยน อาทิเช่น เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มต่างๆ  อาหารหรือปลาที่ได้จากทะเล กะปิ เกลือ น้ำตาล น้ำมันก๊าด เป็นต้น 

คนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านเล่าให้ฟังว่า  “แรก ๆ ที่มาตอนนั้นจับดิน ไม่ยังใครที แถวปะนี้เป็นป่าทั้งเพ  ไม่พักใครชิงดินกัน เรื่องน้ำทานิก็เหลือเฟือ ดินก็สวยปลูกไหรก็งามทั้งเพ“[2] ทั้งนี้เพราะพื้นดินซึ่งเป็นพื้นที่ที่ว่างเปล่าเหมาะสำหรับทำการเกษตรและดำรงชีวิตมีอย่างเหลือเฟือ มีผู้คนเข้ามาอาศัยจับจองพื้นที่น้อย และเป็นพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลจากในเมือง  ซึ่งแสดงให้เห็นถึงในสมัยนั้น พื้นที่ดังกล่าวนี้เป็นพื้นที่ป่าทึบที่มีต้นไม้ สัตว์ป่าและพื้นดินที่อุดมสมบูรณ์มาก  และมีผู้คนเข้ามาบุกเบิกที่ดินทำกินในจำนวนน้อย เพราะเป็นพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลมาก

การถือครองที่ดินในชุมชนโดยเฉลี่ยแล้วมีที่ดินครัวเรือนละ 10 – 15 ไร่ เป็นที่ดินใช้สำหรับเป็นที่อยู่อาศัย ทำนา  ทำสวนยางพารา ปลูกพืชผักผลไม้และเลี้ยงสัตว์ ที่ดินส่วนใหญ่ที่ชาวบ้านถือครองนั้นจะเป็นลักษณะของ ส..1, ..3, ...4-01,และที่ดินเขตป่าสงวน ส่วนเอกสารสิทธิ์ประเภทโฉนดที่ดินนั้นมีอยู่เพียงไม่กี่ราย ซึ่งปัจจุบันชาวบ้าน ผู้นำชุมชนได้รวมตัวกันเพื่อดำเนินการขอโฉนดที่ดิน นอกจากนี้ยังพบว่าส่วนใหญ่แล้วชาวบ้านในชุมชนจะมีการแจ้งจำนวนเนื้อที่นั้นน้อยกว่าที่ถือครองตามความเป็นจริง เนื่องมาจากสาเหตุต่างๆ คือ ในสมัยก่อนชาวบ้านไม่กล้าที่จะแจ้งจำนวนพื้นที่ที่ถือครองจริงเพราะต้องการหลีกเลี่ยงการเสียภาษี  และไม่ต้องการที่จะจ่ายค่ารังวัดที่ดิน และคนในสมัยนั้นไม่สนใจขาดความเข้าใจและไม่เคยคาดคิดว่าจะมาเป็นปัญหาได้ในอนาคต 

ด้วยระบบความสัมพันธ์และวัฒนธรรมของชุมชนในอดีตถึงแม้ว่าที่ดินในชุมชนนั้นจะไม่มีเอกสารรับรองกรรมสิทธิ์  แต่ชาวบ้านในหมู่บ้านก็สามารถที่จะทำกินเพื่อเลี้ยงชีพและครอบครัวได้ และยังพบอีกว่าในชุมชนยังมีการซื้อขายที่ดินกันได้โดยใช้วิธีการตกลงกันเอง ไม่มีข้อกฎหมายใช้วิธีพูดตกลงกันด้วยปากเปล่า ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “ซื้อกับปาก” เป็นซื้อขายกันโดยอาศัยทุนทางสังคมที่มีในชุมชนนั้นคือความซื่อสัตย์ ความไว้เนื้อเชื่อใจกันเท่านั้น จะซื้อขายกันเฉพาะเครือญาติและผู้คนที่อยู่ในชุมชนด้วยกันที่มีความสนิทสนมกันเพราะว่าที่ดินนั้นไม่สามารถโอนเป็นกรรมสิทธ์หรือทำสัญญาการซื้อขายเป็นลายลักษณ์อักษรได้

การแบ่งที่ดินให้แก่ลูกหลานนั้น ชาวบ้านในชุมชนเมื่อลูกได้มีการออกเรือนหรือแต่งงานกันแล้ว พ่อแม่ก็จะแบ่งทรัพย์สินให้โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นที่ดินที่พ่อแม่ได้จับจองตั้งแต่ตั้งรกราก  ตามธรรมเนียมที่ยึดถือปฏิบัติกันมาของชุมชนนั้น พบว่าพ่อแม่แบ่งที่ดินให้แก่ลูกๆ คือ ลูกทุกคนจะได้ที่ดินเท่ากันทุกคน แต่ยกเว้นลูกคนสุดท้องหรือลูกที่ยังไม่ได้ออกเรือนเพราะต้องรับหน้าที่เป็นผู้ที่อยู่เลี้ยงดูพ่อแม่ก็จะได้รับส่วนแบ่งมากกว่าคนอื่น ซึ่งในปัจจุบันก็ยังพบว่ามีการยึดถือขนบธรรมเนียมนี้อยู่ เมื่อพ่อแม่จะแบ่งที่ดินให้แก่ลูกๆ เพื่อทำมาหากินเมื่อออกเรือนไปแล้วลูกๆ ก็จะปลูกบ้านเรือนใกล้ๆ กับบ้านเดิมของพ่อแม่ การขยายครัวเรือนหรือการตั้งบ้านเรือนใหม่ในปัจจุบันก็ยังพบว่า การขยายครัวเรือนตั้งบ้านเรือนค่อนข้างกระจุกตัวอยู่บริเวณใกล้กับบ้านเดิมของพ่อแม่เป็นส่วนใหญ่ดังเช่นในอดีต มีส่วนน้อยที่จะไปตั้งรกรากยังชุมชนอื่นหรือการบุกเบิกที่ทำกินใหม่

      เมื่อประมาณ 60 ปีที่ผ่านมาพื้นที่บางส่วนในเขตอำเภอนาโยง จังหวัดตรัง ได้ถูกประกาศเป็นพื้นที่

ป่าสงวน ซึ่งมีพื้นที่ครอบคลุม หมู่บ้านต่างๆ เช่น ในตำบลโคกสะบ้า  ได้แก่ หมู่ที่ 1 บ้านเกาะหยี  หมู่ที่ 3 บ้านไร่หลวง หมู่ที่ 7 บ้านทุ่งแกเจ้ย หมู่ที่8 บ้านบนควน  หมู่ที่ 10 บ้านหนองพาบน้ำ ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในเรื่องที่ดินทำกินขึ้นมา ชาวบ้านตกเป็นผู้บุกรุกพื้นที่ป่า ซึ่งแต่เดิมนั้นชาวบ้านได้เข้ามาตั้งรกรากถิ่นฐานก่อนการประกาศเป็นเขตป่าสงวน  ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทำให้เกิดการรวมตัวขึ้นมาของชาวบ้านในหมู่บ้าน  และยื่นหนังสือต่ออธิบดีกรมที่ดินในปีพ.. 2498  และได้เกิดหน่วยงานรัฐ คือ “คณะกรรมการการบุกรุกที่ดินอันเป็นพื้นที่สาธารณะ (กบส.) เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้  และมีการใช้มาตรการการออกเอกสาร สค.1 ให้สิทธิชาวบ้านทำกินแต่ไม่สามารถครอบครองที่ดินหรือซื้อขายได้  และเงื่อนไขที่สำคัญคือ ชาวบ้านที่ได้สิทธินั้นจะต้องเป็นผู้เข้ามาตั้งถิ่นฐานก่อนปีที่ประกาศกฎหมายฉบับดังกล่าว

 

ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า

ในอดีตนอกจากการทำการนาแล้ว ชาวบ้านในชุมชนจะใช้เวลาว่างหลังจากการทำนาเดินทางขึ้นไปบนเขาเพื่อเก็บของป่าลงมาเก็บไว้เป็นอาหารบ้างนำมาแลกเปลี่ยนกันให้กับคนในชุมชนและนอกชุมชน  ในการเดินทางขึ้นไปเก็บของป่าบนเขานั้นชาวบ้านจะมีการรวมตัวกันขึ้นไปบนเขาหลาย ๆ คน  เพราะสมัยก่อนบนเขาเป็นป่าหนาทึบแสงแดดที่ส่องลงมายังพื้นดินแทบไม่ถึง การเดินทางขึ้นไปบนเขาต้องอาศัยการเดินเท้า ซึ่งมีความยากลำบากมากและมีอันตรายมากมายจากสัตว์ป่า ทำให้ชาวบ้านไม่มีใครกล้าขึ้นไปบนเขาเพียงลำพังคนเดียว  สิ่งที่ชาวบ้านหาลงมาได้  อาทิเช่น สัตว์ป่าต่าง ๆ  ได้แก่   นกเขา  ชะมด อีเห็น บ่าง หมูป่า กระจง ตะกวด ต่อ ผึ้ง พังพอน กระรอก ฯลฯ  นอกจากนี้ยังมีน้ำผึ้งที่หาได้จากรังผึ้งและจากรังต่อ  มีพืชผักผลไม้  ได้แก่ สะตอ ลูกเหรียง  ลูกประ ลูกชิ้ง  ทองบึ้ง มะปริง  สละ ไฟกา หวาย หลุมพี  ระกำ  มังคุด ทุเรียน เงาะ เห็ดต่างๆ หน่อไม้ ใบกล้วยเถื่อน (กล้วยป่า)  เป็นต้น   นอกจากนี้ก็มี พืชสมุนไพรต่างๆ   ได้แก่ ต้นส้มป่อย  ต้นย่านาง ฟ้าทะลายโจน สาบเสือ เถาคัน ชะมวง เป็นต้น เมื่อหาของป่าลงมาได้ชาวบ้านก็จะแบ่งของที่ได้มาตามสัดส่วนที่ได้ตกลงกันกับผู้ร่วมเดินทางไป  ชาวบ้านบางรายก็นำมาประกอบเป็นอาหารหรือนำมาแลกเปลี่ยนกับสินค้าอย่างอื่นซึ่งในหมู่บ้านไม่มี  บางรายก็นำไปขายยังหมู่บ้านอื่น ๆ   การแลกเปลี่ยนกับสินค้าอย่างอื่นนั้นมีการแบ่งโดย  ชาวบ้านนำไปแลกกับกะปิ  น้ำปลา  เกลือ สัตว์น้ำต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นสัตว์น้ำเค็ม เช่น ปลา ปู กุ้ง หอย   การเก็บของป่าบนเขาชาวบ้านยึดถือเป็นอาชีพด้วยโดยใช้เวลาว่างจากการทำนาเสร็จแล้ว เพราะในอดีตนั้นบนเขามีป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ มีทรัพยากรของชุมชนที่สมบูรณ์อย่างมาก  ไม่ว่าจะเป็นพืชผัก ผลไม้จากในป่า  สัตว์ป่าต่าง ๆ นานาชนิด  ซึ่งชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า   “ในสมัยก่อนเมื่อขึ้นเขาไปกลับลงมาก็มีของติดไม้ติดมือมาทุกครั้ง” แต่ในปัจจุบันนั้นสภาพพื้นที่ป่าบนเขาได้ถูกบุกรุกทำลายมีการตัดไม้นำไปขาย  และพื้นที่บนเขาถูกแผ่วถางป่าเปลี่ยนสภาพเป็นสวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมัน ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของป่าลดลงอย่างมากส่งผลกระทบทำให้ทรัพยากรของชุมชนอย่างอื่นลดปริมาณลงด้วย  อาทิเช่น สัตว์ป่า พืชผักผลไม้ต่าง ๆ ก็ลดน้อยลงไปด้วยทำให้ชาวบ้านต้องหาของป่ายากลำบากขึ้น บางครั้งขึ้นเขาไปก็แทบจะไม่ได้อะไรลงมาเลย

 

 

ทรัพยากรป่าสาคู    

นับได้ว่าสาคูเป็นทรัพยากรที่สำคัญของชุมชนอีกอย่างหนึ่ง  สาคูเป็นพืชตระกูลปาล์มที่ขึ้นอยู่บริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำ  ในชุมชนจะขึ้นบริเวณริมน้ำลำคลองต่าง ๆ  โดยจะมีคลองหลักคือ คลองลำชาน และคลองสาขาต่าง ๆ ของชุมชน ผู้คนในชุมชนได้พึ่งพาอาศัยและจะใช้ประโยชน์โดยตรงจากทุกส่วนของต้นสาคูแล้ว ระบบนิเวศของป่าสาคูยังก่อให้เกิดทรัพยากรที่สำคัญของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค ในแม่น้ำลำคลองที่มีป่าสาคูขึ้นอยู่ชาวบ้านก็ยังได้อาศัยจับสัตว์น้ำต่าง ๆ อาทิเช่น กุ้ง หอย ปู ปลา  เพื่อไปเป็นอาหารเลี้ยงชีพ หรือนำไปขายเป็นรายได้แก่ครอบครัว  ทำให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไม่เดือดร้อนขัดสน และพืชผักสมุนไพรต่าง ๆ ที่ขึ้นในป่าสาคูชาวบ้านก็เก็บมาไว้ทำอาหารหรือเป็นยารักษาโรคได้

 

                การถือกรรมสิทธิ์ป่าสาคู                   แต่เดิมมาแล้วนั้นต้นสาคูและป่าสาคูจะมีเจ้าของ ไม่ใช่ทรัพยากรส่วนรวม โดยผู้ที่ปลูกคือเจ้าของ แม้ว่าจะมีต้นสาคูขึ้นอยู่ตามธรรมชาติอยู่บ้างแล้วก็ตาม แต่เมื่อใครจับจองที่ตรงไหนเป็นของตนและปลูกสาคูเพิ่มขึ้นใหม่ป่าสาคูทั้งหมดก็เป็นของเจ้าของที่ดินนั้น หรือกล่าวง่าย ๆ ว่าป่าสาคูเป็นสมบัติของเจ้าของที่ดิน ความหมายของเจ้าของที่ดินดังกล่าวหมายถึงที่ดินที่ชุมชนยอมรับว่าเป็นของใคร แม้จะในระยะหลังจะไม่มีกฎหมายรองรับก็ตาม เช่น  ที่ดินบริเวณชายฝั่งซึ่งถือว่าเป็นที่สาธารณะตามกฎหมาย แต่ชาวบ้านก็จะยอมรับว่ามีผู้เป็นเจ้าของ ซึ่งได้แก่ผู้จับจองที่บริเวณที่ติดต่อกันนั้นปลูกบ้านหรือทำนามาแต่เดิม ดังนั้นหากสาคูขึ้นอยู่ในที่ดินของใคร หรือสาคูอยู่หน้านาใครก็เป็นของผู้นั้น เจ้าของก็มีสิทธิโดยสมบูรณ์ที่จะนำสาคูไปทำอะไรก็ได้หรือจะทำอะไรกับป่าสาคูก็ได้  แต่สิทธิดังกล่าวก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิในการกีดกันผู้อื่นโดยสมบูรณ์ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า เป็นเจ้าของแบบหลวมๆ เพราะปรากฏว่าเพื่อนบ้านสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์จากป่าสาคูได้ โดยถ้าหากเก็บพืชผัก สมุนไพร ที่ขึ้นในป่าสาคู หรือจับสัตว์ต่างๆ ที่มีอยู่ในป่าสาคู ก็สามารถทำได้เลยโดยไม่ต้องบอกให้เจ้าของทราบ แต่ถ้าหากต้องการใช้ประโยชน์จากส่วนใดส่วนหนึ่งของต้นสาคูจะต้องขออนุญาตเจ้าของก่อน หากนำไปใช้โดยไม่ขออนุญาตก็จะถือว่าเป็นการขโมย แต่ในกรณีถ้าหากเป็นญาติพี่น้องกันการใช้ประโยชน์จากป่าสาคูจะทำได้มากขึ้นคือสามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งจากสิ่งที่มีอยู่โดยธรรมชาติในป่าสาคูและต้นสาคูโดยไม่ต้องบอกเจ้าของ บางส่วนที่ใกล้ชิดกันมากก็สามารถนำส่วนของต้นสาคูไปขายหรือสร้างผลผลิตเพื่อขายได้ด้วย ลักษณะเช่นนี้ใกล้เคียงกับระบบการถือครองทรัพย์สินโดยครัวเรือนแต่ว่าวงศ์ตระกูลคือผู้ถือสิทธิ์ร่วมในการเก็บเกี่ยว

การเช่าป่าสาคู นอกจากนี้ยังมีระบบการใช้ประโยชน์จากต้นสาคูที่ซับซ้อนขึ้นอีก คือระบบที่เกิดจากการเช่า ซึ่งมี  2  ลักษณะ   ลักษณะแรกชาวบ้านเรียกว่า    “การผูก”  คือการเช่าป่าสาคูทั้งป่าในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งซึ่งตามปกติจะอยู่ในช่วง 1-2 ปี โดยเมื่อเจ้าของให้เช่าแล้วก็จะหมดสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์จากต้นสาคู และญาติพี่น้องก็จะหมดสิทธิ์ที่เคยมีด้วย แต่ถ้าหากเป็นพืชหรือสัตว์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติในป่าสาคูชาวบ้านก็ยังสามารถเข้าไปเก็บหรือจับได้ตามปกติ กล่าวง่ายๆก็คือผู้เช่าจะมีสิทธิโดยสมบูรณ์ที่จะกีดกันผู้อื่นก็เฉพาะต้นสาคูเท่านั้น ผู้ที่มาเช่าป่าสาคูแบบผูกนี้ส่วนใหญ่จะเป็นคนมาจากข้างนอก โดยนำสาคูไปสร้างผลผลิตต่าง ๆ เพื่อการค้าขาย เช่น นำใบไปทำตับจากมุงหลังคา เอาทางสาคูไปทำเครื่องจักสาน กระทั่งนำแป้งจากต้นสาคูไปขาย เป็นต้น การเช่าแบบนี้จะจ่ายกันเป็นเงินสด จะจ่ายกันตอนไหนก็ขึ้นอยู่กับการตกลงกันระหว่างผู้เช่ากับเจ้าของสวน กล่าวได้ว่าในช่วงที่ตับจากยังเป็นเครื่องมุงหลังคาที่สำคัญ ตับจากที่ทำจากใบสาคูจะได้ความนิยมมากเพราะมีความคงทนกว่าใบจากมาก ใบสาคูที่นำไปแช่น้ำก่อนเย็บตับจากจะมีอายุการใช้งานได้ถึง 10 ปี ตับจากใบสาคูจึงขายได้ดี จึงมีคนภายนอกเข้ามาขอเช่าพื้นที่ป่าสาคูในเขต 2 ตำบลนี้มาก เนื่องจากเป็นเขตที่มีป่าสาคูอุดมสมบูรณ์มาก และชาวบ้านในส่วนที่ไม่มีความสันทัดในการสร้างผลิตภัณฑ์จากต้นสาคูก็ยินดีให้เช่า ส่วนการเช่าอีกประเภทหนึ่งเป็นลักษณะการเช่าเฉพาะครั้ง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “การหวะ”[3] คือการขอตัดใบสาคูไปทำตับจากมุงหลังคา เมื่อตัดเฉพาะครั้งนั้นแล้วก็ถือว่าหมดสัญญาเช่า การเช่าลักษณะนี้จะจ่ายค่าเช่าเป็นตับจากที่ผลิตได้ คือผู้ที่มาขอเช่าตัดใบสาคูนั้นเมื่อนำใบสาคูที่ตัดได้ไปผลิตเป็นตับจากได้เท่าไรก็จะนำตับจากมาแบ่งให้เจ้าของป่าสาคูในสัดส่วนตามแต่จะตกลงกัน ส่วนใหญ่จะเป็น 6: 4 คือเจ้าของป่าสาคูได้ 6 ส่วน ผู้ที่มาขอเช่าได้ 4 ส่วน

                                ป่าสาคูในอดีตนั้นผู้อาวุโสเล่าว่าจะมีระบบการจัดการไปพร้อม ๆ กับการใช้ประโยชน์จากป่าสาคูของผู้คน คือ  เริ่มตั้งแต่การเลือกใช้ประโยชน์จากต้นสาคูว่าจะนำมาทำอะไร เลือกตามความเหมาะสม เช่น  ถ้าหากต้องการแป้งจากต้นสาคูก็ต้องเลือกต้นสาคูที่แตกเขากวาง ซึ่งมีอายุประมาณ 9 – 10 ปี  หากเลือกใช้ใบเพื่อทำใบจากก็เลือกใบที่มีขนาดความแก่พอสมควร  ผู้ที่เข้าไปตัดต้นสาคูหรือใช้ส่วนใดส่วนหนึ่งนั้น ก็จะถางก้านใบสาคูที่รกรางออกเพื่อให้สาคูแตกหน่อและเพื่อไม่ให้กีดขวางทางน้ำ  ก็จะมีการแต่งสางคลองและต้นสาคูไปพร้อม ๆ กันด้วย

 

                ทรัพยากรน้ำ 

ในชุมชนได้พึ่งพาอาศัยน้ำสำหรับการดำรงชีวิตและการทำการเกษตรโดยมีต้นกำเนิดมาจากยอดเขาในเขตเทือกเขาบรรทัดที่ถือได้ว่าเป็นต้นกำเนิดต้นน้ำที่สำคัญ สำหรับผู้คนในแถบพื้นที่จังหวัดตรัง  จังหวัดพัทลุง และนครศรีธรรมราช    ผู้คนในแถบจังหวัดพัทลุงและตรังเรียกเทือกเขาบรรทัดว่า  “เทือกเขาพับผ้า” เนื่องจากเทือกเขามีลักษณะเหมือนผ้าที่พับไว้  น้ำที่ไหลจากเทือกเขาบรรทัดจะไหลผ่านเทือกเขาลงมาบรรจบเป็นสายน้ำต่างๆ  ได้แก่  แม่น้ำประเหลียน  แม่น้ำตรัง เกิดเป็นลำคลองต่าง ๆ เช่น  คลองลำชานที่ถือเป็นคลองหลัก และคลองสาขา คือ  คลองห้วยนุ้ย  คลองลำลุง  คลองลำพิกุล  คลองปด   เป็นต้น  ผู้คนในเขตพื้นที่การทำนาในชุมชนอำเภอนาโยงได้พึ่งพาอาศัยน้ำจากลำคลองต่างๆ เหล่านี้เพื่อใช้สำหรับในการทำนาและการอุปโภคบริโภคมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงในปัจจุบันนี้  และการที่ทรัพยากรน้ำได้มีความอุดมสมบูรณ์หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในแถบลุ่มน้ำปะเหลียนนั้นก็ด้วยการที่ยังคงมีป่าสาคูที่ช่วยปกป้องดูดซับน้ำไว้นั่นเอง

                ปัจจุบันแหล่งน้ำลำคลองในพื้นที่ตำบลโคกสะบ้าและนาข้าวเสีย มีทั้งหมด 10 แหล่งน้ำ ในจำนวน 3 ใน 10 แหล่งน้ำยังเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่ราชการยังไม่เข้าไปทำการก่อสร้างเหมืองฝาย คือคลอง หนองชุมแสงหนองตาพล และหนองวังหยี พื้นที่แหล่งน้ำทั้งหมด 10 แหล่งน้ำมีความยาวประมาณ 14.5 กิโลเมตร มีความลึกตั้งแต่ 1.5-3.6 เมตร โดยคลองที่ลึก 3 เมตร ขึ้นไป จะเป็นคลองธรรมชาติ รวมปริมาตรน้ำกักเก็บ 314,807 ลูกบาศก์เมตร  ใช้ปลูกข้าวในฤดูฝนได้ 23,700 ไร่ ปลูกผักฤดูฝนได้ 80 ไร่