yesterday
today tomorrow help them to help themselves
----------------------------------------------------------------
แนวทางการพัฒนาการเกษตรไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้ถูกกำหนดโดยนโยบายการสร้างความเจริญและความเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีปรากฏการณ์ที่เป็นตัวบ่งชี้
เหตุของการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 2 ประการ
คือ ประการแรก การทำสนธิสัญญาเบาว์ริงที่ไทยทำกับต่างประเทศในปี2398 ทำให้ประเทศเปิดประตูการค้ากับต่างประเทศ
ซึ่งเป็นที่มาของการดำเนินนโยบายขยายและปรับปรุงการผลิตให้มีมูลค่ารายได้จากการค้ามากขึ้น
(มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช,2539) และ
ประการที่สองการเปลี่ยนนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
โดยไทยได้กำหนดนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเป็นระบบทุนนิยม
และระบบเสรีของการแข่งขัน
ช่วงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือการรับแนวความคิดของประเทศพัฒนาแล้วอย่าง
อเมริกาที่ได้พยายามเผยแพร่วิธีการพัฒนาประเทศเพื่อชักจูงให้เหล่าประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายได้ปฏิบัติตามเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจให้ก้าวหน้า
ตามหลักทฤษฎีว่าด้วยการเจริญเติบโต (Growth theories) ซึ่งกล่าวว่าประเทศที่พัฒนาแล้วได้ผ่านขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรกรรมเป็นอุตสาหกรรม
และเป็นบทเรียนให้ประเทศด้อยพัฒนานำไปปรับใช้เพื่อสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
อันจะนำไปสู่ความเป็นประเทศพัฒนาได้ในที่สุด (ศิริจิต
ทุ่งหว้า,2536 และ อาแว มะแส,2543) ภาพปรากฏจากการดำเนินนโยบายตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตั้งแต่ฉบับที่
1-8 พบว่าประเทศได้ดำเนินการพัฒนาการเกษตรตามแนวทางตามลำดับดังนี้คือ มีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน
ตั้งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ให้มีเจ้าหน้าที่เกษตรตำบล การเข้ามาของเทคโนโลยีการปฏิวัติเขียว มีการ ผลิตสินค้าวัตถุดิบ เร่งรัดการผลิต ปรับปรุงคุณภาพเพื่อการส่งออกสินค้าหลายชนิด
เกษตรเชิงเดี่ยวขยายตัว การปรับปรุงแหล่งน้ำ ที่ดิน
ป่าไม้ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
การกระจายรายได้และความเจริญ
ระบบทางเลือกการเกษตรแทนเกษตรเชิงเดี่ยว ปรับโครงสร้างการผลิต
การถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่ การอนุรักษ์ทรัพยากร การคุมครองดูแลเกษตรกร ทรัพยากร และการพัฒนาเกษตรยั่งยืน
อย่างจริงจังโดยมีการกำหนดรูปแบบ 6 รูปแบบคือ วนเกษตร เกษตรธรรมชาติ เกษตรอินทรีย์
เกษตรผสมผสาน และทฤษฎีใหม่ (ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร,2544)
ผลการพัฒนาทำให้ประเทศมีมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรมากกว่า 2
แสนล้านบาทต่อปี บวกกับผลการพัฒนาเศรษฐกิจในด้านอื่น ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
(GDP)เพิ่มสูงและประชากรมีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดในภาคเกษตรและตัวเกษตรกรพบว่ายังด้อยกว่าภาคอื่นอยู่มาก
เนื่องจากเกษตรกรยังมีรายได้ต่ำและเกิดความเหลื่อมล้ำรายได้ระหว่างภาคเกษตรและอุตสาหกรรมก็เพิ่มขึ้นตามเช่นเดียวกัน
(สมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย,2540)
เศรษฐกิจของคนในชนบทมีโครงสร้างรายได้จากเกษตรกรรม
และภาคนอกเกษตร คือ จากแรงงาน ธุรกิจ ความช่วยเหลือและอื่นๆ ซึ่งพบว่าสัดส่วนของรายได้จากภาคเกษตรมีแนวโน้มลดลงเหลือร้อยละ29
การกระจายรายได้ระหว่างกลุ่มที่มีรายได้สูงสุดและต่ำสุดพบว่ากลุ่มที่มีสัดส่วนรายได้นอกภาคเกษตรสูงจะมีรายได้รวมสูงกว่ากลุ่มที่มีรายได้จากภาคเกษตรเป็นหลัก
ทำให้ครัวเรือนเกษตรกรมีแนวโน้มที่จะแสวงหารายได้จากภาคนอกเกษตรอยู่ตลอดเวลา (สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย,2541)
ภาพรวมของครัวเรือนเกษตรในประเทศไทยทั้งเกษตรกรที่ประกอบอาชีพทำนาและประกอบอาชีพอื่นยังมีความเป็นอยู่ที่น่าเป็นห่วง
เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ยากจน มีรายได้ 7,014 บาท/เดือน และเป็นรายได้ที่เป็น
ตัวเงินเพียง 4,976 บาท/เดือน ขณะที่มีรายจ่ายถึง 6,816 บาท/เดือน ภาพสะท้อนของภาะวะหนี้สินจึงปรากฏชัดเจน
และมีแนวโน้มจำนวนผู้มีหนี้สินเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 42.8 ในปี2536 เป็นร้อยละ49.4
ในปี2541 จำนวนเงินที่เป็นหนี้เพื่อการเกษตรรวมเพิ่มขึ้นในช่วงเดียวกัน จาก 93,605 ล้านบาท เป็น 153,880 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 40,124 บาท/ครัวเรือน (สำนักงานสถิติแห่งชาติ,2543)
สภาพการผลิต
เศรษฐกิจ
และลักษณะของเกษตรกรรายย่อยที่ยังเป็นกลุ่มที่ด้อยโอกาสในการได้รับผลจากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
แม้ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีอาชีพเกษตร แต่ผลตอบแทนที่แสดงออกมาชี้ให้เห็นว่าเกษตรกรพึ่งพาภาคเกษตรได้น้อยลง และ
สถานการณ์แวดล้อมของระบบการส่งเสริมการเกษตรมักไม่เอื้ออำนวยให้เกษตรกรสามารถปรับระบบของตัวเองได้ตามความมุ่งหวังอยู่เสมอ
สาเหตุสำคัญเนื่องจากขาดความพร้อมด้านปัจจัยการผลิต
มีความสามารถในเชิงธุรกิจต่ำ ขาดความรู้
ขาดการสนับสนุนการลงทุนและสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม
ภาพจึงสะท้อนออกมาให้เห็นในรูปของการลดลงของสัดส่วนประชากรภาคเกษตรเหลือร้อยละ68.9
และอาชีพเกษตรกรรม เหลือเพียง53.6 ในปี2543 (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2543
และ มหาวิทยาลัยมหิดล, 2543 ภาพสะท้อนอีกประการหนึ่งในปัญหาการความไม่สำเร็จของการประกอบอาชีพเกษตรกรรมคือเกิดการย้ายถิ่น
ดังที่ปรากฏในผลการวิจัยการย้ายถิ่นในประเทศไทยที่พบว่า ปัจจัยและเงื่อนไขคือ
สภาพว่างงาน ความคาดหวังของครัวเรือน
ปัญหาเศรษฐกิจ การย้ายถิ่นจะมีจุดหมายทางเศรษฐกิจที่แน่นอน ชุมชนที่ตื่นตัวต่อโอกาสทางเศรษฐกิจสูง(เนาวรัตน์
พลายน้อย, 2530
ลัดดาวัลย์ รอดมณีและคณะ,2528 และอภิชาต
จำรัสฤทธิรงค์, 2526)
นอกจากนั้นยังพบว่ามีปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดการย้ายถิ่นคือ
โครงสร้างทางเศรษฐกิจ
สังคมของถิ่นกำเนิดอาศัยไม่เปิดโอกาสให้คนขยับฐานะทางเศรษฐกิจสังคมได้ตามมุ่งหวัง ความต้องการสร้างรายได้ครอบครัว
มีบุตรในวัยที่ต้องการรายได้เพิ่ม ย้ายหลังเก็บเกี่ยว และครัวเรือนมีรายได้ต่ำ
(เพ็ญพร ธีระสวัสดิ์, 2540 และวาทินี บุญชะลักชี , 2540 )
จากภาพรวมที่เกษตรกรรายย่อยได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง
อันเกิดจากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม จนทำให้ต้องปรับแนวทางการดำเนินชีวิต
และระบบการผลิต ที่จะก่อให้เกิดผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น
และการดำรงไว้ซึ่งวิถีชีวิตในสังคมเกษตร
การปรับตัวของเกษตรกรรายย่อยที่ผ่านมา
ภาครัฐได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญในการชี้นำหรือกำหนดแนวทางให้เกษตรกร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการปรับปรุงระบบเกษตรกรรมที่ภาครัฐเข้ามามีอิทธิพลทั้งทางตรงและทางอ้อม
กล่าวคือรัฐจะเป็นผู้คิดแทนเกษตรกร
ตั้งแต่ขั้นตอนการกำหนดทิศทางรวมของประเทศเป็นนโยบาย
ลงมาจนถึงเกษตรกรรายย่อยว่าควรผลิตอะไร
แนะนำชักจูงให้เปลี่ยนเทคโนโลยีใหม่แทนวิธีการผลิตเดิมตามที่รัฐคิดว่าถูกต้องเหมาะสม
เมื่อเกิดปัญหาในการผลิตก็จะคิดแทนเกษตรกรและแนะนำวิธีการปรับปรุงแบบใหม่เข้าไปทดแทน
โดยมีสิ่งจูงใจคือการจัดหาปัจจัยการผลิตให้
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การปรับระบบเกษตรกรรมของเกษตรกรรายย่อยจะสำเร็จหรือไม่ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับการชี้นำและการกำหนดตามวิธีการส่งเสริมของรัฐว่าสอดคล้องกับศักยภาพในการปรับตัวของเกษตรกรมากน้อยขนาดใหน
ปรัชญาของการส่งเสริมการเกษตร
คือ การช่วยคนให้รุ้จักช่วยตนเอง (help
people to help themselves) ซึ่งเป็นการช่วยบุคคลเป้าหมาย
ให้มีความรู้ในการพัฒนา ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงตนเอง ในเรื่องของความรู้ ความคิด และทักษะในการปฏิบัติ มีความเชื่อมั่นและตัดสินใจด้วยตนเอง รวมทั้งมีทัศนคติ
ค่านิยมที่ถูกต้องและเหมาะสมในการประกอบอาชีพ และพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองให้ดียิ่งขึ้น
(วัลลภ พรหมทอง,2541)
วัตถุประสงค์ของการส่งเสริมการเกษตร
(objectives)
การส่งเสริมการเกษตรเป็นการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนให้แก่ประชาชน
โดยไม่จำกัดเพศ อายุ ระดับการศึกษา
ฐานะ และลักษณะทางสังคมอื่น ๆ
ของบุคคลในชุมชน เพื่อให้ประชาชนในชุมชนนั้น มีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น
วัตถุประสงค์ของการส่งเสริมการเกษตรสรุปเป็นข้อ ๆ ได้ดังนี้ (วัลลภ พรหมทอง. 2541)
1.
เพื่อเผยแพร่และถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตรสมัยใหม่ไปสู่เกษตรกร ให้เกิดผล
และปฏิบัติได้จริง
2.
เพื่อผลิตอาหารให้เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศและมีเหลือส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศ
เพื่อนำเงินตราต่างประเทศเข้าประเทศ
3. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต
การจัดการและจำหน่ายผลิตผลทางการเกษตรให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
4.
เพื่อเป็นการส่งเสริมในเรื่องที่อยู่อาศัยและมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร
5.
เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การนำทรัพยากรมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
รวมทั้งการสงวนรักษาทรัพยากรเหล่านั้นไว้ให้เกิดประโยชน์นานที่สุด
6.
เพื่อพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ผู้นำในชนบท
อันจะทำให้เกิดประโยชน์ในการผลิตและการใช้ชีวิตในสังคม
7.
เพื่อพัฒนากิจกรรมยุวเกษตรกรรวมทั้งแม่บ้านเกษตรกร
8.
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของสถาบันส่งเสริมการเกษตร
ในการพัฒนาการเกษตรของประเทศอย่างมีระบบ
9.
เพื่อปลูกฝังทัศนคติ
ในเรื่องความรักในท้องถิ่นและธรรมชาติ ให้แก่เกษตรกร
อันจะเป็นการส่งเสริมในด้านจิตใจ สังคม วัฒนธรรม
และการมีวิถีชีวิตที่ดีในชุมชนเกษตรกร
เป้าหมายของส่งเสริมการเกษตร
(goals)
การส่งเสริมการเกษตรมีเป้าหมายในการที่จะยกระดับมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร
รวมทั้งแม่บ้านและยุวเกษตรกรให้ดีขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรที่ด้อยโอกาสกว่าบุคคลอื่นในชุมชน หรือเกษตรกรรายย่อย (small farmers) ดังนั้นเป้าหมายสุดท้ายของการส่งเสริมการเกษตร
คือ การพัฒนาให้เกษตรกรในชนบท โดยเน้นการปรับปรุงในเรื่องต่อไปนี้คือ
การเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ การเพิ่มรายได้และการกระจายรายได้ของประชาชน
การสร้างงานในชนบท การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคม
เพื่อให้เกษตรกรหรือประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกันให้มากที่สุด
การกระตุ้นให้เกษตรกร หรือประชาชนมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
รวมทั้งการบริหาร และการพัฒนาท้องถิ่นหรือชุมชนของตนเอง(วัลลภ พรหมทอง. 2541)
ขอบเขตของการส่งเสริมการเกษตร
(scope)
จากวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่วางไว้
ทำให้เห็นว่างานส่งเสริมการเกษตรเป็นงานที่มีขอบเขตกว้างขวาง
ซึ่งจะต้องดำเนินการให้บรรลุในเรื่องต่างๆดังนี้ (วัลลภ พรหมทอง. 2541)
1.
เรื่องประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร (production)
2.
เรื่องประสิทธิภาพการตลาด (marketing)
3.
เรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (natural resoures
conservation)
4.
เรื่องการบริหารและการจัดการฟาร์ม (farm management)
5.
เรื่องครอบครัวและความเป็นอยู่ (home economics)
6.
เรื่องการพัฒนาเยาวชน (youth development)
7.
เรื่องการพัฒนาความเป็นผู้นำ (leadership
development)
8.
เรื่องการพัฒนาชุมชน (community
development)
9.
เรื่องการสังคมสงเคราะห์ (social affair)
บทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร
เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร
(extension
worker or change agent )
เป็นผู้ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (change)
และช่วยเกษตรกรให้ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์และปัญหาต่าง ๆ ในสังคม
บทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมจึงมีขอบข่ายการทำงานกว้างขวางเพื่อให้เกษตรกรสามารถพัฒนาและช่วยเหลือตนเองในการปรับปรุงชีวิตโดยรวมตามหลักการส่งเสริมการเกษตรที่วางไว้ ดังนี้
1.
เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้
2.
เป็นผู้ร่วมในการแก้ไขปัญหา
3.
เป็นผู้กระตุ้นให้เกษตรกรรู้จักปัญหา
4.
เป็นผู้ประสานงาน
5.
เป็นผู้ให้บริการ
จากปรัชญา และ
หลักการของการส่งเสริมการเกษตรที่ได้กล่าวมาจะเห็นว่า
เป้าหมายที่กำหนดไว้ตามแนวคิดนี้มีจุดเจาะจงอยู่ที่ตัวของครัวเรือนเกษตรกร แต่ไม่เฉพาะอยู่ที่ด้านการเกษตรเท่านั้น
หลักการยังรวมถึงวิถีชีวิตทั้งหมดของเกษตรกร
ซึ่งดูแล้วเป็นงานที่ต้องอาศัยการบริหารการจัดการที่มีประสิทธิภาพสูง
และถือเป็นภาระกิจที่ยิ่งใหญ่ของผู้รับผิดชอบทั้งระดับผู้บริหารที่ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย
จนถึงผู้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการที่จะทำให้นโยบายออกมาเป็นรูปธรรมที่เป็นจริง
การบริหารงานส่งเสริมการเกษตร : แนวทางการเดินไปสู่ปรัชญาระยะที่1
องค์กรบริหารงานส่งเสริมการเกษตร
:
ผู้ทำปรัชญาให้เป็นความจริง
การจัดการบริหารงานส่งเสริมการเกษตรในประเทศไทย ได้มอบให้
กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงในการส่งเสริมการเกษตร และมีหน่วยงานอื่นๆ
ที่มีงานบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการเกษตรอยู่บ้าง เช่น กรมต่างๆในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
มหาวิทยาลัย หน่วยงานการศึกษา
มหาดไทย และอื่นๆ ดังนั้นกรมส่งเสริมการเกษตร
จึงเป็นเสมือนผู้กุมบังเหียนการบริหารจัดการงานส่งเสริมการเกษตรของประเทศ
และเป็นผู้นำพาชีวิตเกษตรกรรายย่อยไปด้วย
กรมส่งเสริมการเกษตรกับภาระกิจการส่งเสริม
กรมส่งเสริมการเกษตร
ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 21 ตุลาคม 2510 ในขณะนั้นไทยมีจำนวนเกษตรกรร้อยละ80 สินค้าเกษตรนำรายได้เข้าประเทศร้อยละ90
(เอกชัย โอเจริญ และธุวนันท์
พานิชโยทัย ,2540) มีอำนาจหน้าที่ดังนี้
1. พัฒนา
ส่งเสริม และถ่ายทอดความรู้ด้านการผลิตพืช และธุรกิจเกษตรแก่เกษตรกร
2. ส่งเสริมการสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่ม
เพื่อเป็นแหล่งรับและเผยแพร่ความรู้ด้านการเกษตร
3. ปฏิบัติการอื่น
ๆ ในด้านที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตร
หรือตามที่กระทรวงฯ หรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย
ภารกิจกรมส่งเสริมการเกษตร
1. ศึกษา
ทดสอบ และพัฒนา เพื่อประยุกต์เทคโนโลยีการเกษตรให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เศรษฐกิจ
และสังคมของเกษตรกร
2. ส่งเสริมและเผยแพร่เทคโนโลยีด้านการผลิตพืช
รวมทั้งให้บริการข้อมูลสารสนเทศ
3. ส่งเสริม
สนับสนุนธุรกิจเกษตร สถาบันเกษตรกร และปัจจัยการผลิต
4. พัฒนาระบบงาน
และบุคลากร
แนวทางการบริหารงานส่งเสริมการเกษตรของกรมส่งเสริมการเกษตร
(วัลลภ พรหมทอง, 2541)
ยุคแรกของการส่งเสริม
ช่วงที่ 1 (พ.ศ. 2510 - 2518)
เป็นระยะเริ่มแรกของการดำเนินงาน มีข้อจำกัดในด้านบุคลากรและงบประมาณ
วิธีการส่งเสริมการเกษตร จึงเน้นการดำเนินงานผ่านสถาบันเกษตรกรเป็นหลัก
เนื่องจากเจ้าหน้าที่ส่งเสริม 1 คน ต้องรับผิดชอบเกษตรกรประมาณ 4,000 ครอบครัว การส่งเสริมจึงดำเนินการผ่านกลุ่มต่าง ๆ
เช่น กลุ่มเกษตรกร กลุ่มยุวเกษตรกร เป็นต้น
การถ่ายทอดความรู้การเกษตร เช่น การจัดทำแปลงสาธิตขนาดใหญ่ การประกวดผลิตผลการเกษตร
การจัดนิทรรศการและการจัดงานวันนัดพบเกษตรกรประจำปีของจังหวัดต่าง ๆ เป็นต้น
ยุคการปรับปรุงการบริหารครั้งที่1
ช่วงที่
2 (พ.ศ. 2518 - 2526)
เป็นช่วงที่รัฐบาลได้เน้นนโยบายทางการเกษตรในการเพิ่มผลผลิตข้าว
เพื่อให้มีปริมาณเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ
และมีปริมาณเพียงพอต่อการส่งวออกในช่วงนี้รัฐบาลได้กู้เงินจาก IDA (International
Development Association) เพื่อใช้ในงานพัฒนาระบบชลประทานเป็นหลัก
ศึกษาหารูปแบบ วิธีการส่งเสริมที่เหมาะสม
และมีประสิทธิภาพตามหลักการฝึกอบรมและเยี่ยมเยียน(Training and
Visit system)ดังนี้
1.
คัดเลือกเกษตรกร เข้ารับการอบรมเทคนิคการเกษตร
เพื่อให้เป็นผู้ช่วยเจ้าที่ส่งเสริมแล้วนำความรู้ไปถ่ายทอดสู่เกษตรกรต่อไป
2.
จัดหาอาคาร วัสดุ อุปกรณ์
สนับสนุนการปฏิบัติงาน
3.
จัดหาที่ดินสำหรับทำแปลงสาธิต
ยุคการปรับปรุงการบริหารครั้งที่2
ช่วงที่ 3
(พ.ศ. 2526 - 2541)
ระยะนี้เป็นการพัฒนาปรับปรุงรูปแบบของการส่งเสริมโดยได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากธนาคารโลก
(World
Bank)
ซึ่งรัฐบาลได้กู้เงินมาปรับปรุงระบบการส่งเสริมการเกษตรและขยายการดำเนินการให้ทั่วถึง
และได้ปรับปรุงระบบการฝึกอบรมและเยี่ยมเยียน
ซึ่งเป็นระบบการส่งเสริมที่มีประสิทธิภาพและใช้กันอยู่แพร่หลายทั่วโลก
การดำเนินงานตามระบบดังกล่าว มีดังนี้
1.
การฝึกอบรม (training)
การสัมนาเชิงปฏิบัติการประจำปี (annual workshop)
การสัมนาเชิงปฏิบัติการทางวิชาการ (technical workshop)
การประชุมเกษตรอำเภอประจำเดือน (monthly meetihg)
การฝึกอบรมรายปักษ์ (fortnightly training)
การประชุมรายปักษ์ (fortnightly meeting)
2.
การเยี่ยมเยียนเกษตรกร (visits) ตามโครงการปรับปรุงระบบการส่งเสริมการเกษตร กำหนดให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริม
1 คน รับผิดชอบเกษตรกร 1,000 ครอบครัว ตารางการเยี่ยมเยียนกำหนดโดย 2 สัปดาห์ 4
วัน
วิธีการส่งเสริมการเกษตรของกรมส่งเสริมการเกษตร
1.
การทำแปลงสาธิต
2.
การทำแปลงทดสอบพืช
3.
การจัดนิทรรศการ
4.
การประกวด
การส่งเสริมด้วยวิธีอื่น ๆ เช่นการออกหน่วยเคลื่อนที่
การประชุมกลุ่มต่าง ๆ การศึกษาดูงานนอกสถานที่ การจัดงานวันสาธิต
การใช้สื่อเอกสารสิ่งพิมพ์
การปรับปรุงระบบส่งเสริมในช่วงต่อมายังอยู่บนหลักของการฝึกอบรมและเยี่ยมเยียน
แต่ให้ความสำคัญการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในการเสนอแผนและความต้องการ การสนับสนุนแผนการผลิตของเกษตรการปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตร กำหนดแนวทางการดำเนินงานเกษตรหมู่บ้านให้มีความชัดเจนและเหมาะสมยิ่งขึ้น
เพื่อให้เกษตรหมู่บ้านเป็นแกนนำในการส่งเสริมการเกษตร และเป็นที่ปรึกษาของเจ้าหน้าที่
ส่งเสริมการเกษตร
ยุคปัจจุบันการปรับปรุงการบริหารงานส่งเสริม
ปี2542-2544
ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล
แนวคิดการจัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล
เกิดมาจากปัญหาการส่งเสริมการเกษตรที่ผ่านมาคือ
1. กรม/กองต่างๆของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่างวางแผน ต่างกำหนดกิจกรรม
ต่างจัดกิจกรรมลงพื้นที่ ต่างถ่ายทอดความรู้ขาดการผสมผสานกิจกรรม
ขาดการบูรณาการของหน่วยงานของรัฐ/เอกชน
ทำให้เกิดการพัฒนาแบบแยกส่วน ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของเกษตรกรได้ครบทุกด้าน
2.งานวิจัยและพัฒนามักมีการวิจัยที่หลากหลายแต่ยังขาดการนำไปสู่กระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยี
และการพัฒนา
3.จากแนวทางที่ว่าเกษตรกรเป็นผู้วิเคราะห์
วางแผน กำหนดกิจกรรมด้วยตนเอง และเป็นผู้รับผลประโยชน์
แต่ในทางปฏิบัติเกษตรกรมีส่วนร่วมน้อย และมักถูกชี้นำจากเจ้าหน้าที่
วัตถุประสงค์การจัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล
การจัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลขึ้น
เพื่อเป็นศูนย์กลางในการเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผน การกำหนดกิจกรรม
และการจัดกิจกรรมของแต่ละส่วนราชการ ลงสู่เป้าหมายพื้นที่เดียวกัน
ทั้งนี้เกษตรกรในพื้นที่ตำบลก็จะมีส่วนร่วมคิด
ร่วมตัดสินใจในการกำหนดแผนการพัฒนาพื้นที่ด้วยตนเอง
ซึ่งจะตรงกับความต้องการของชุมชน
เกิดการพัฒนาในอาชีพครบทุกด้านผลักดันให้ชุมชนเข้มแข็ง
และพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน เพื่อเป็นศูนย์กลางในการดำเนินการถ่ายทอดและขยายผลของเทคโนโลยีการเกษตรอย่างเป็นระบบและทั่วถึงมีประสิทธิภาพบังเกิดผลพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืนเพิ่มศักยภาพชุมชนเกษตรทั้งด้านเศรษฐกิจ
สังคม และสิ่งแวดล้อม
หน้าที่ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล
เป็นศูนย์กลางนำความรู้ด้านการเกษตรทุกสาขาของทุกกรม
/ กอง ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปถ่ายทอดสู่เกษตรกรในพื้นที่ตำบล
โดยมีการพิจารณาเลือก เทคโนโลยี กิจกรรมที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่
และเกษตรกรตำบลนั้นทั้งนี้เกษตรกรจะเป็นผู้รับประโยชน์โดยตรงจากการถ่ายทอดความรู้เทคโนโลยีด้านการเกษตร
ที่มีกิจกรรมการถ่ายทอดความรู้ให้เลือกได้หลากหลาย สามารถ นำไปพัฒนาและปรับปรุงอาชีพอย่างมีประสิทธิภาพ
องค์ประกอบของศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร
1.
ที่ทำการศูนย์
2.
จุดสาธิต และถ่ายทอดเทคโนโลยี แบ่งเป็น 2 ประเภท
คือ จุดสาธิตและถ่ายทอดเทคโนโลยี
ที่มีอยู่แล้วโดยคัดเลือกจากกิจกรรมที่เกษตรกร
หรือกลุ่มเกษตรกรดำเนินการประสบผลสำเร็จในอาชีพในด้านสาขาต่าง ๆ (พืช
สัตว์ ประมง พัฒนาที่ดิน ฯลฯ) พร้อมที่จะเป็นแบบอย่างให้แก่เกษตรกร
หรือกลุ่มเกษตรกรอื่นๆ นำไปปฏิบัติ จุดสาธิตที่สร้างขึ้นใหม่ เกิดจากการวิเคราะห์ปัญหา
และความต้องการในการรับรู้วิทยาการด้านการเกษตรของชุมชนในพื้นที่ แล้วจึงทำการสร้างจุดสาธิตด้านการเกษตรสาขาต่างๆ
(พืช สัตว์ ประมง พัฒนาที่ดิน ฯลฯ) ขึ้นมาใหม่
พร้อมทั้งคัดเลือกเกษตรกรที่เหมาะสมเป็นผู้ดำเนินการ
ปรับปรับปรุงระบบส่งเสริม
นโยบายที่ให้กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลักในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร
(ทั้งด้านการปลูกพืช
เลี้ยงสัตว์ และการประมง) และให้บริการสารสนเทศการเกษตรแก่เกษตรกร
ในลักษณะการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service) การดำเนินงานโครงการส่งเสริมการเกษตรเป็น 2 ประเภท
คือ การถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเกษตร และการเร่งรัดส่งเสริมการผลิต
โดยให้ทุกโครงการต้องดำเนินการ ผ่านศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล ทั้งนี้เพื่อให้เกษตรกรได้นำความรู้
ประสบการณ์ และทักษะไปประกอบอาชีพการเกษตร
ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระดับครัวเรือน
และให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ในระดับชุมชน ทำให้เกษตรกรมีรายได้
มีการพัฒนาคุณภาพชีวิต
มีการพัฒนาศักยภาพของชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในด้านการคิด การวิเคราะห์ปัญหา
และร่วมกันพัฒนาการผลิต / การแปรรูป / การตลาด
รวมทั้ง การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ซึ่งจะก่อให้เกิดการพัฒนาการเกษตรที่ยั่งยืนต่อไป
1.
การถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเกษตร มี 3 ลักษณะคือ
กลุ่มนำร่องและ แปลงเรียนรู้ การขยายผล"
กลุ่มนำร่อง หมายถึง กลุ่ม
ชุมชนหรือหมู่บ้านที่จะเป็นตัวอย่างในการดำเนินการผลิตการเกษตร
เพื่อให้เกษตรกรข้างเคียงหรือเกษตรกรในจังหวัดอื่น ๆ
ไปศึกษาดูงานและนำเอาวิธีการไปปรับใช้ในพื้นที่ของ ตนเองเพื่อการขยายผลต่อไป
ในแต่ละกลุ่มนำร่องจะต้องมี จุดถ่ายทอดเทคโนโลยี
ซึ่งอาจจะมีมากกว่า 1จุดใช้สำหรับถ่ายทอดความรู้ตาม
กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของเกษตรกรให้แก่สมาชิกกลุ่มนำร่องนั้น ๆ
หรือเกษตรกรจากที่อื่น ๆ ที่มาเข้ารับการฝึกอบรมและศึกษาดูงาน
จุดถ่ายทอดเทคโนโลยีเหล่านี้อาจจะเป็นแปลงหรือสวนของสมาชิกในกลุ่มนำร่อง
ที่มีความชำนาญในเรื่องนั้น ๆ และเจ้าของแปลงจะต้องทำหน้าที่เป็น วิทยากรเกษตรกร ด้วย
กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดสรรโครงการในลักษณะ
กลุ่มนำร่อง ไปให้จังหวัดละไม่เกิน
1 กลุ่ม ส่วน แปลงเรียนรู้ นั้น
ได้จัดสรรให้สำนักงานส่งเสริมการเกษตรภาค เป็นผู้ดำเนินการรวมทั้งสิ้น 12 แปลง (ภาคเหนือ 3 แปลง
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3.แปลง ภาคกลาง 1.แปลง ภาคตะวันออก 1 แปลง ภาคตะวันตก 1 แปลง และภาคใต้ 3 แปลง)
แปลงเรียนรู้ เป็นโครงการที่จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ให้เกษตรกรทั่วไปที่สนใจได้เข้ามาเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตพืชในนาที่ถูกต้อง
และเหมาะสม ตลอดจนสามารถนำสิ่งที่ได้พบเห็น และความรู้ที่ได้รับ
ไปสู่การปฏิบัติโดยกรมส่งเสริมการเกษตรให้การสนับสนุนค่าปรับปรุงพื้นที่ ค่าจ้างแรงงานตลอดจนวัสดุอุปกรณ์การ
เกษตรที่จำเป็นในการจัดทำแปลงเรียนรู้ฯ
การจัดระบบการเรียนรู้โดยจัดอบรมวิทยากรเกษตรกร เพื่อให้สามารถ
ถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรผู้ร่วมโครงการศูนย์ผลิตพันธุ์ข้าวชุมชน สถาบันเกษตรกร
และเกษตรกรทั่วไป ตลอดจนส่งเสริม ให้มีการขยายผลโดยการรวมกลุ่มกันผลิต มีการประสานงานด้านการตลาด
นอกจากนี้จะมีการสนับสนุนด้านเอกสาร คำแนะนำตลอดจน
มีการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้ข่าวสารสู่เกษตรกรและประชาชนผู้สนใจทั่วไปสู่เกษตรกรและประชาชนผู้สนใจทั่วไปลักษณะการจัดการและประโยชน์ที่จะได้รับจากแปลงเรียนรู้
กระบวนการส่งเสริมการเกษตรในแนวทางโรงเรียนเกษตรกรโดยใช้แปลงเรียนรู้เป็นสถานที่สอนเกษตรกร
จากของจริงเพิ่มขึ้นจากการศึกษาจากเอกสารคำแนะนำแต่เพียงอย่างเดียวและมีเกษตรกรเป็นผู้สอน
เกษตรกร(วิทยากรเกษตรกร) เป็นศูนย์รวมวิชาการ
เทคโนโลยีการผลิตพืช ประมง และปศุสัตว์ เป็นศูนย์รวมด้านการผลิต การตลาด
และการแปรรูปผลผลิต การบรรจุภัณฑ์ เป็นศูนย์ประสานการบริการต่าง ๆ อย่างเบ็ดเสร็จ
(One Stop Service) เช่น ปัจจัยการผลิตข่าวสารข้อมูล ที่เกี่ยวข้อง วิทยากรเกษตรกร การฝึกอบรม การศึกษาดูงาน
ศูนย์ท่องเที่ยวเกษตร ศูนย์ประสานงาน สถาบันเกษตรกร ศูนย์ประสานงานสถาบันเกษตรกร
กลุ่มอาชีพการเกษตรและเกษตรกรทั่วไป มีการขยายผลที่ชัดเจน
เกิดฐานการผลิตที่แน่นอนและมั่นคง สะดวกในการจัดการ ติดตามตรวจสอบได้
จะเกิดระบบเชื่อมโยงการผลิต และการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ และครบวงจร
การขยายผล
ให้จังหวัดเป็นผู้วางแผนการขยายผลโดยการนำเกษตรกรไปอบรม ศึกษาดูงาน ณ กลุ่มนำร่อง
หรือแปลงเรียนรู้ต่าง ๆ
โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจะจัดทำ
ทำเนียบจุดถ่ายทอดเทคโนโลยีและวิทยากรเกษตรกร ส่งไปให้จังหวัดเพื่อใช้ประกอบในการวางแผน
ทั้งนี้ให้เป็นไปตามความต้องการของเกษตรกร และชุมชน
ภายหลังจากการศึกษาดูงานแล้ว ให้เกษตรกรได้รู้จักวางแผนงาน/โครงการเพื่อการประกอบอาชีพของตนเอง
และให้มีการเพิ่มทักษะของเกษตรกรโดยการฝึกอบรมตามกระบวนการเรียนรู้ต่อไป
สำหรับการขยายผลของเกษตรกรในการประกอบอาชีพ
เกษตรกรอาจจะช่วยเหลือตัวเองได้เป็นอันดับแรก หากมีความจำเป็นก็สามารถขอรับการสนับสนุนจากองค์กรปกครองท้องถิ่น
และ/หรือขอรับการสนับสนุนจากกองทุน
ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร ที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดสรรไปให้แล้ว
วิทยากรเกษตรกร หมายถึง
สมาชิกกลุ่มนำร่องที่เป็นเจ้าของจุดถ่ายทอดเทคโนโลยี
มีหน้าที่ในการถ่ายทอดความรู้ให้แก่สมาชิก ภายในกลุ่มนำร่องหรือเกษตรกร
ข้างเคียง และเกษตรกรจากจังหวัดอื่น ๆ
บทบาทของวิทยากรเกษตรกร มีดังนี้
· พัฒนาจุดถ่ายทอดเทคโนโลยีของตนเองให้เหมาะสมเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้
ฝึกปฏิบัติและศึกษาดูงาน สำหรับเกษตรกรรายอื่น ๆ ต่อไป
· บรรยายความรู้ด้านการเกษตรในสาขาที่รับผิดชอบ
ทั้งให้การฝึกปฏิบัติ และการศึกษาดูงาน
· เตรียมโสตทัศนูปกรณ์อย่างง่าย
ๆ เพื่อใช้ในการถ่ายทอดเทคโนโลยี
· ศึกษา
พัฒนาเทคโนโลยีการเกษตร เพื่อความพร้อมในการประกอบอาชีพของตนเองและการเป็นวิทยากร
เกษตรกร
· มีความเสียสละและสมัครใจ
ในการปฏิบัติหน้าที่วิทยากรเกษตรกร
2.
การเร่งรัดส่งเสริมการผลิต
เป็นโครงการที่สนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการเร่งรัดการผลิตให้เป็นไปตามเป้าหมาย
เช่น
เพื่อการส่งออกหรือทดแทนการนำเข้าโดยให้ดำเนินการในพื้นที่ที่มีศักยภาพและอยู่ในเขตเกษตรเศรษฐกิจ (Zoning)
โครงการประเภทนี้จะมีลักษณะการดำเนินงานเป็นกลุ่มเช่นกัน
โดยแต่ละจังหวัดจะมีการดำเนินงานมากกว่า 1 กลุ่ม
เพื่อเร่งรัดการผลิตให้ได้ตามเป้าหมาย
และกรมส่งเสริมการเกษตรจะสนับสนุนปัจจัยการผลิตตามความเหมาะสม
ตลอดจนสนับสนุนเทคโนโลยีการผลิตโดยการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการขยายผลตามกระบวนการเดียวกับโครงการ
ประเภทถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร
แนวคิดเชิงเปรียบเทียบ
วัลลภ พรหมทอง. 2541. หลักและวิธีการส่งเสริมการเกษตร.กรุงเทพ :สำนักพิมพ์ฟิสิกส์เซนเตอร์
การส่งเสริมการเกษตรในประเทศสหรัฐอเมริกา
1.
การบริหาร ร่วมมือกันทำ
ระหว่าง 2 สถาบัน คือ กระทรวงเกษตร และมหาวิทยาลัยของรัฐ
2. ระบบการส่งเสริมการเกษตร แบ่งเป็น 3
ระดับคือ
การส่งเสริมการเกษตรระดับชาติ
อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร
จะมีเจ้าหน้าที่บริหารระดับสูงและนักวิจัย
เพื่อทำหน้าที่ในการวางนโยบายและงานวิจัยต่าง ๆ สำหรับนิเทศและเผยแพร่ต่อเจ้าหน้าที่ในระดับต่ำลงไป
แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 6 ฝ่าย คือ ฝ่ายเกษตร ฝ่ายเคหกิจเกษตร ฝ่ายยุวเกษตร ฝ่ายพัฒนาชนบทและขุมชน
ฝ่ายทรัพยากรธรรมชาติ
ฝ่ายพัฒนาโครงการ
การส่งเสริมการเกษตรระดับมลรัฐ อยู่ในความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยของรัฐ
โดยมีคณบดี
คณะเกษตรหรือผู้แทนเป็นผู้อำนวยการส่งเสริมการเกษตรของในแต่ละมลรัฐและมีผู้เชี่ยวชสญหรืออาจารย์ในแต่ละสาขาทำหน้าที่นิเทศความรู้ในทางการเกษตรให้กับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมในระดับเมือง
การส่งเสริมการเกษตรระดับเมือง
ในแต่ละเมืองจะจัดตั้งหน่วยงานส่งเสริมขึ้น หน่วยงานนี้อยู่ใน
ความดูแลและรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยของรัฐและกระทรวงเกษตรของรัฐบาลกลาง
งบประมาณในการดำเนินการได้รับจาก 3 ทาง คือ จากเมือง จากมลรัฐ และจากรัฐบาลกลาง
การบริหารงานอาจมาจากมลรัฐหรือเจ้าหน้าที่ส่งเสริมในเมืองนั้นเลืแกคนใดคนหนึ่งขึ้นมาบริหาร
หน่วยงานส่งเสริมระดับเมืองนี้เป็นหน่วยงานที่จะต้องให้คำแนะนำและเผยแพร่ความรู้สู่เกษตรกรโดยตรง การดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรระดับเมือง
แบ่งออกเป็น 4 ฝ่ายคือ ฝ่ายเกษตร ฝ่ายเคหกิจเกษตร ฝ่ายยุวเกษตรกร ฝ่ายพัฒนาชุมชน
3. วิธีการส่งเสริมการเกษตร การส่งเสริมแบบรายบุคคล การส่งเสริมแบบกลุ่ม และการใช้สื่อต่าง ๆ
การส่งเสริมการเกษตรในประเทศอังกฤษ
1.
การเยี่ยมเยียนเกษตรกรที่ฟาร์ม เจ้าหน้าที่ส่งเสริมจะออกไปเยี่ยมเยียนเกษตรกรในไร่นาของเกษตรกรเพื่อแนะนำและถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตร
รวมทั้งไปรับทราบปัญหาและข้อเสนอแนะจากเกษตรกร เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไข
2.
การจัดงานวันนัดพบเกษตรกร
ในแต่ละเมืองจะมีการจัดงานวันนัดพบเกษตรรกอย่างน้อยปีละ ครั้ง
เพื่อนำวิชาความรู้และเทคโนโลยีการเกษตรใหม่ ๆ มาแสดงให้เกษตรกรได้ชม รวมทั้งเป็นการพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์กัน
3.
การผลิตเอกสารสิ่งพิมพ์ หน่วยงานส่งเสริมที่รับผิดชอบในแต่ละสาขาจะทำการผลิตเอกสารสิ่งพิมพ์
เพื่อเผยแพร่ความรู้และข้อมูลข่าวสารให้แก่เกษตรกร
4.
การเผยแพร่ความรู้ทางสื่อมวลชน หน่วยงานส่งเสริมและเจ้าหน้าที่จะทำการเผยแพร่วิชาความรู้ทางการเกษตรสุ่เกษตรกร
โดยเผยแพร่ผ่านทางสื่อต่าง ๆ เช่นวิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ เป็นต้น
การส่งเสริมการเกษตรในประเทศอิสราเอล
1. การเยี่ยมเยียนเกษตรกรในไร่นา วิธีนี้เป็นวิธีการที่สำคัญที่กำหนดไว้เป็นนโยบายมีวิธีการดำเนินงานดังนี้การเยี่ยมเยียนในคิบบุตซ์ การเยี่ยมเยียนเกษตรกรในโมชาฟ
การเยี่ยมเยียนเกษตรกรในฟาร์มส่วนตัว
2.
การฝึกอบรมเกษตรกร ได้กำหนดโครงการอบรมเกษตรกร
จำนวนสัปดาห์ละ 1 วัน
โดยเน้นการฝึกอบรมในเรื่องของทักษะ
เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปใช้ในการประกอบอาชีพได้
3.
การนำเกษตรกรไปชมงานวันเกษตร
เป็นการพาเกษตรกรออกไปเยี่ยมชมตามสถานีทดลองต่าง ๆ ที่จัดเตรียมไว้ เพื่อให้เกษตรกรได้ศึกษา เช่น
การใช้เครื่องจักรกลแบบต่าง ๆ
นอกจากนี้เกษตรกรยังได้ประโยชน์จากการไปชมสถานที่จริง รวมทั้งได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันด้วย
4.
การใช้สื่อต่าง ๆ มีการติดต่อสื่อสารหลายวิธี คือ
ใช้โทรศัพท์ติดต่อ จัดรายการวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ เอกสารสิ่งพิมพ์
การส่งเสริมการเกษตรของประเทศญี่ปุ่น
1.
การทำความรู้จักกับเกษตรกร
เป็นการออกไปเยี่ยมเยียนเกษตรกรที่บ้านหรือไร่นา
ของเกษตรกร เพื่อทำความรู้จักและคุ้นเคยกัน
อันจะก่อให้เกิดความสนิทสนม และอยากเข้าร่วมโครงการต่าง ๆ ของกรมส่งเสริม
2.
การค้นหาทัศนคติและความปราถนาสูงสุดของเกษตรกร
ศึกษาด้วยวิธีการ สอบถาม สัมภาษณ์ และใช้สื่อมวลชนประเภทต่าง ๆ
เพื่อค้นหาทัศนคติและความปราถนาของเกษตรกร
3.
การหาทางแก้ไขปัญหา แบ่งออกเป็น
4 ขั้นตอนย่อย ๆ คือการวิเคราะห์ปัญหา การหาวิธีแก้ไขปัญหา
การตรวจสอบวิธีการแก้ไขปัญหา
การทดสอบปฏิบัติในการแก้ไขปัญหา
4.การเผยแพร่ความสำเร็จผ่านเกษตรกรหัวก้าวหน้า โดยการทำแปลงสาธิตและใช้สื่อชนิดต่าง ๆ
ในการเผยแพร่ให้มวลชนได้ทราบความก้าวหน้าและผลของการทดลองนั้น
และใช้ขณะเดียวกันก็ใช้การประชุมเพื่อทบทวนผลงาน
วิธีการส่งเสริมการเกษตรของประเทศญี่ปุ่นแบ่งออกเป็น
3 วิธีใหญ่ ๆ คือ การส่งเสริมที่ใช้วิธีการ
เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ
การส่งเสริมที่ใช้วิธีการเรียนรู้ผ่านคำพูด
และการส่งเสริมที่ใช้วิธีการเรียนรู้ผ่านโสตทัศนูปกรณ์ต่าง ๆ